กินบ้าง อดบ้าง ไม่มีป่วย (ตอนที่ 2)  35

คำสำคัญ : IF  หรือ  Fasting  

จากตอนที่แล้ว ได้ทิ้งท้ายไว้เกี่ยวกับโรค NCds วันนี้เรามาทำความรู้จักกันต่อค่ะ ว่าโรคเหล่านี้มีที่มาจากไหน ก็ไม่ใช่คนอื่นคนใกล้ทุกคนรู้จักกันดีนั่นก็คือ สหรัฐอเมริกา ที่มีการนำเสนอ “ข้อแนะนำด้านอาหารของอเมริกา ปี ค.ศ. 1977”(Dietary Guideliness for The United States 1977) ซึ่งแนะนำให้กินคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น ลดการกินไขมันให้น้อยลง โดยสาระสำคัญคือ

1.     ให้เพิ่มสัดส่วนการบริโภคแคลอรี่จากคาร์โบไฮเดรตขึ้นเป็น 55-60เปอร์เซ็นต์ของพลังงานจากอาหารต่อวัน

2.     ให้ลดสัดส่วนการบริโภคไขมันจาก 40เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และให้ลดไขมันอิ่มตัวลงต่ำกว่า 1/3ส่วน

           สิ่งที่ตามมาคือ การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารคาร์โบไฮเดรต แปรรูป น้ำตาล ตามที่ได้กล่าวไว้บ้างแล้วในตอนที่แล้ว ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการกินของคนในอเมริกาที่เปลี่ยนไป  ซึ่งปัจจุบันได้ขยายอาณาจักรไปทั่วโลกแล้วอย่างที่เห็นกัน

           กลุ่มโรคนี้ยังมีอีกสมญานามก็คือ “โรคระบบเผยาผลาญพัง” (Metabolic Syndrome) เรามาทำความรู้จักกันว่ายังงัยถึงจะเรียกว่าระบบเผาผลาญพัง ก็ง่ายๆ ค่ะ ถ้าเราเป็นดังนี้

1.     อ้วนลงพุง

2.     ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride หรือ TG)สูง

3.     HDL (High-density lipoprotein) ต่ำ

4.     ความดันโลหิตสูง

5.     ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

ลองสังเกตตัวเองดูนะคะ ถ้ามีอาการ 3 ข้อ ใน 5 ข้อนี้ขึ้นไป จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างชัดเจนต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วยนะคะ

          สำหรับผู้เขียนตอนนี้คาดว่าน่าจะปลอดภัยแล้วค่ะ หลังจากที่ลักษณะข้างต้นนั้นมีประสบการณ์พบเจอเรียบร้อยค่ะ  แล้วมาติดตามกันต่อในตอนที่ 3 นะคะ ว่าผู้เขียนเข้าสู่เขตปลอดภัยได้อย่างไร


เขียนโดย : น.ส.สิรีกานต์  เกษี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : sireegarn.g@mhesi.go.th