2569 การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าและระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่วิสาหกิจเพื่อสังคมด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่   0


รายงานความก้าวหน้า

ไตรมาส ผลการดำเนินงาน งบประมาณที่ใช้ ผู้รับบริการ
3 [22234]

สรุปรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการ การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าและระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่วิสาหกิจเพื่อสังคมด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่

....................................

หมายเหตุ : เปิดไฟล์เอกสารแนบ โดย open image in new 



รายงานโดย นางสาวบุญวรานันท์ สุขเกิด วันที่รายงาน 05/07/2569 [22234]
0 0
3 [22233]

กิจกรรมที่ 4การทำ QR Code/ Digital Content/ Digital Storytelling เพื่อรองรับการท่องเที่ยวชุมชน

ผลการดำเนินงาน กำลังดำเนินการ

คณะผู้รับผิดชอบโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำเพจ/เว็บไซต์ท่องเที่ยวชุมชน วิดีโอแนะนำชุมชน/เรื่องเล่า (Digital Storytelling) วิดีโอสั้น (Short Clip/Reel/TikTok) และป้ายแผนที่ชุมชน/จุดเช็คอิน/จุดถ่ายรูป จำนวน 4 จุด เพื่อรองรับการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวคิดเทคโนโลยีการจัดการ (Technology) และนวัตกรรมการสื่อสาร (Innovation) ภายใต้แพลตฟอร์ม BCE โดยใช้ข้อมูลฐานเส้นทางท่องเที่ยวศึกษาดูงานวังชิ้นโมเดล (Wang Chin Model) ซึ่งครอบคลุมจุดเรียนรู้ 10 จุด ได้แก่ แหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ ศูนย์หัตถกรรมกลองมะเฮอทองภัทชา ศูนย์เรียนรู้ผ้าทอธรรมชาติ ไร่นาวิทย์ และศูนย์เรียนรู้และจำหน่ายผ้าทอกะเหรี่ยงครบวงจร เป็นกรอบในการออกแบบเนื้อหาดิจิทัลและจุดเช็คอินนำร่อง

ความก้าวหน้าการดำเนินงาน

  • จัดทำเพจ/เว็บไซต์ท่องเที่ยวชุมชน อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ (เช่น เส้นทางตำนานเจ้าหมื่นด้ง เส้นทางเมืองตรอกสลอบ วัดเก่าแก่ในอำเภอวังชิ้น) แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและผจญภัย (น้ำตกแม่พุงหลวง ถ้ำผาเขียว น้ำตก/น้ำพุร้อนปันเจน) และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพ เพื่อจัดทำโครงสร้างเนื้อหาเว็บไซต์ต้นแบบ
  • วิดีโอแนะนำชุมชน/เรื่องเล่า (Storytelling)  อยู่ระหว่างจัดเก็บข้อมูลภาคสนามและสัมภาษณ์ปราชญ์ชุมชน/ผู้นำกลุ่ม เพื่อนำมาผลิตเป็นสื่อ Digital Storytelling สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • วิดีโอสั้น (Short Clip/Reel/TikTok) อยู่ระหว่างวางแผนการถ่ายทำเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพ
  • ป้ายแผนที่ชุมชน/จุดเช็คอิน/จุดถ่ายรูป จำนวน 4 จุด  อยู่ระหว่างคัดเลือกตำแหน่งติดตั้งร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนสมาร์ทซิตตี้วังชิ้นโมเดล 4.0


รายงานโดย นางสาวบุญวรานันท์ สุขเกิด วันที่รายงาน 05/07/2569 [22233]
66400 0
3 [22232]

กิจกรรมที่ 3 การพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ผลการดำเนินงาน กำลังดำเนินการ

เริ่มต้นจากการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีศักยภาพโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมและการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ ก่อนนำไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์และแบรนด์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดลองตลาด และต่อยอดธุรกิจชุมชนของกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้แก่ เนยถั่วช็อกโกแลต ลูกประคบ โก้โก้ทรีอินวัน ข้าวเม่ากล้วยหอมทองช็อกโกแลต และมาร์คตา (ถุงประคบตา)สมุนไพร ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนแปรรูปเพื่อสุขภาพและของฝาก ประเภมกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มแปรรูป เช่น เนยถั่วช็อกโกแลต โกโก้ทรีอินวัน และข้าวเม่ากล้วยหอมทองช็อกโกแลต รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ เช่น ลูกประคบสมุนไพร และถุงประคบตาสมุนไพร ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอด เพิ่มมูลค่า และพัฒนาให้เหมาะสมกับกลุ่มนักท่องเที่ยว

ความก้าวหน้าการดำเนินงาน

กำลังดำเนินการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตัวผลิตภัณฑ์ และจะนำมาทดลองตลาดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคกลุ่มสุขภาพ



รายงานโดย นางสาวบุญวรานันท์ สุขเกิด วันที่รายงาน 05/07/2569 [22232]
56400 0
3 [22231]

กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและยกมาตรฐานบริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

(สุขอนามัย/Food Safety)ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569งบประมาณ 40,000 บาท ผู้รับบริการ 50 คนประกอบด้วยผู้ประกอบการที่พัก (Home Stay/รีสอร์ทขนาดเล็ก) ร้านอาหาร และกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน (โกโก้ สมุนไพร ผ้าทอกะเหรี่ยง เกษตรอินทรีย์) ในพื้นที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่

คณะผู้รับผิดชอบโครงการดำเนินการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขของธุรกิจท่องเที่ยวไทย (Safety and Health Administration : SHA) และหลักการสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Hygiene Practice/Food Safety) แก่ผู้ประกอบการกลุ่มที่พักและร้านอาหาร ควบคู่กับการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเตรียมความพร้อมยื่นขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) แก่กลุ่มผู้ผลิตสินค้าหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโกโก้ของวิสาหกิจชุมชนวังชิ้นไพรพนา ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของกลุ่มแปรรูปสมุนไพรตำบลแม่พุง และผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยงของศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอกะเหรี่ยงครบวงจรตำบลแม่เกิ๋ง

กระบวนการดำเนินงานใช้แนวทางการวิเคราะห์ช่องว่างมาตรฐาน (Gap Analysis) เทียบกับเกณฑ์ SHA และ มผช. ร่วมกับการให้คำปรึกษา ณ พื้นที่ผลิต (On-site Coaching) เพื่อปรับปรุงผังการผลิตและระบบเอกสารให้สอดคล้องตามเกณฑ์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพในพื้นที่ อาทิ วังคำฟาร์มออร์แกนิค เกษตรอินทรีย์วรุณฟาร์ม และศูนย์การเรียนรู้ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นฐานวัตถุดิบและฐานบริการที่ต้องได้รับการยกระดับมาตรฐานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ (Quality Tourists) โดยมีวิทยากร 2 ท่าน มาบรรยายคือ นางกิ่งกาญจน์ เสนากูล  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ และนายราเชนทร์ จีกัน นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ

          ผลการดำเนินงาน

ประเด็นที่ 1 การวางแผนและการวิเคราะห์พื้นที่ท่องเที่ยว

การประเมินศักยภาพและจุดเด่นของพื้นที่ที่ประชุมได้หารือถึงความจำเป็นในการวิเคราะห์

เหตุผลความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ร่วมกัน โดยจะต้องลงรายละเอียดเชิงลึกว่าแต่ละพื้นที่ในอำเภอวังชิ้นมีจุดเด่นและข้อดีอย่างไร แม้ว่าบางพื้นที่อาจจะมีจุดเด่นอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาพัฒนาเป็นกิจกรรมเชิงท่องเที่ยว อาจจะยังไม่ดึงดูดใจเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องกำหนดจุดท่องเที่ยวและกิจกรรมให้มีความชัดเจน โดยให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดจุดเด่นเหล่านั้น และทางคณะทำงานจะเข้าไปช่วยเสริมสนับสนุน

การเชื่อมโยงกิจกรรมและประโยชน์สู่ชุมชน  การพิจารณาเลือกพื้นที่ท่องเที่ยวจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับร่วมกันให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การกำหนดเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนแบบ 1 วัน (One Day Trip) หากพยายามบรรจุสถานที่ท่องเที่ยวมากเกินไป จะกลายเป็นการทัวร์ชะโงก ซึ่งไม่ได้ประโยชน์ ดังนั้น ควรเลือกสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่โดดเด่น แล้วบริหารจัดการให้ชุมชนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างสูงสุด ซึ่งในส่วนนี้จะต้องมีการจัดทำคลังข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อหาจุดกึ่งกลางที่เหมาะสมร่วมกัน

ประเด็นที่ 2 โครงสร้างและการดำเนินงานในกลุ่มเครือข่าย

แนวทางการบริหารจัดการกลุ่มและการดำเนินงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ประชุมได้รับทราบการดำเนินงานในลักษณะเดียวกันจากพื้นที่อำเภอพิชัย ซึ่งขับเคลื่อนเส้นทางท่องเที่ยวล่วงหน้าไปแล้ว สำหรับแผนงานของอำเภอวังชิ้นในปีแรกนั้น เนื่องด้วยงบประมาณมีจำกัด จึงมุ่งเน้นไปที่การเซตระบบบริหารจัดการภายในกลุ่มก่อน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการจัดการท่องเที่ยว ด้านการตลาด ด้านทรัพยากรมนุษย์ และด้านการเงินการบัญชีการลงมือปฏิบัติและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ประชุมช่วยกันระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ซึ่งเชื่อมโยงทั้งเรื่องอาหาร ที่พัก และของฝาก  ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในปีแรก แต่ในระยะแรกจำเป็นต้องคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่น สามารถขายในตลาดออนไลน์และออฟไลน์ได้จริง โดยมีทีมงานเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านสื่อดิจิทัลและสื่อประชาสัมพันธ์ (PR) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวแบบเดิมสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

ประเด็นที่ 3 การขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) และตัวอย่างความสำเร็จ

        การถอดบทเรียนการจัดการท่องเที่ยวจากพื้นที่อื่นที่ประชุมได้มีการยกตัวอย่างโมเดลความสำเร็จจากการจัดทริปท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดน่านและจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งพบว่ากลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีกำลังซื้อสูง (อายุ 30-85 ปี) จะมีความต้องการเฉพาะ เช่น ชื่นชอบการทำกิจกรรมเรียนรู้ (Workshop) การเลือกซื้อของฝากที่มีเอกลักษณ์ และการลิ้มลองผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (เช่น ผลิตภัณฑ์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง หรือสุราชุมชน) สิ่งสำคัญคือสถานที่ท่องเที่ยวจะต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้และจุดกระจายสินค้าที่มีระบบควบคุมคุณภาพ (QC) ที่ชัดเจน มีการบริหารจัดการต้นทุนและการกำหนดส่วนต่างราคา (Margin) ที่เหมาะสม (ประมาณ 35%-40% สำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์) เพื่อให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถอยู่รอดได้

 แนวทางการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและการจัดการระบบหลังบ้า (Fulfillment) สำหรับการยกระดับสู่วิสาหกิจเพื่อสังคมในอำเภอวังชิ้น จำเป็นต้องมี "ศูนย์กลาง" หรือเซนเตอร์ในการกระจายสินค้าและจัดกิจกรรมลักษณะเดียวกับ "โมเดลบ้านถั่วลิสง" หรือ "ป้าพัชชา" โดยระบบบริหารจัดการจะต้องรองรับความสะดวกของนักท่องเที่ยว เช่น มีระบบจัดส่งสินค้าหลังบ้าน (Fulfillment) เพื่อให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องหิ้วสัมภาระกลับเอง นอกจากนี้ ชุมชนจะต้องมีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องความซื่อสัตย์และการควบคุมมาตรฐานสินค้า (เช่น วันหมดอายุ หรือมาตรฐาน อย.) แม้จะเป็นสินค้าชุมชนแต่ก็ต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค

สรุปมติและแนวทางการดำเนินงานต่อไป

             การจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวและแผนที่ (Mapping)มอบหมายให้ทีมงานรวบรวม

             ข้อมูลสถานการณ์ท่องเที่ยวเดิมของอำเภอวังชิ้นในรัศมีประมาณ 10 กิโลเมตร รอบดอยก้อ เพื่อนำมาพัฒนาและวิเคราะห์เส้นทางท่องเที่ยวหลักที่เชื่อมโยงจุดเด่นต่าง ๆ เช่น ศูนย์เรียนรู้โกโก้ สวนถั่ว สวนส้ม ผ้ากะเหรี่ยง พระธาตุพระพิมพ์ รวมถึงจุดเช็กอินทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติ (เช่น ดอยก้อ น้ำบ่อฤาษี) โดยจัดทำเป็นแผนที่การท่องเที่ยวที่ชัดเจนแบ่งตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม (เช่น กลุ่มวัยรุ่น, กลุ่มผู้สูงอายุ)

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและการตลาดมุ่งเน้นการพัฒนาและคัดเลือกผลิตภัณฑ์เด่น 5 ผลิตภัณฑ์แรกเพื่อเข้าสู่ระบบการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ โดยวางระบบการบริหารจัดการต้นทุนและการฝากขายผ่านศูนย์กลางให้ชัดเจน

           การผลักดันเชิงโครงสร้างและพื้นที่นำร่องมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ "ดอยก้อ" ให้เป็น

           จุดเช็กอินหลักที่มีศักยภาพทัศนียภาพ 360 องศา โดยจะต้องประสานงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) ในการขับเคลื่อนเรื่องเอกสารสิทธิ์และการขอใช้พื้นที่กับ สปก. รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ให้ถูกสุขลักษณะเพื่อรองรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยคณะทำงานภาควิชาการจะสนับสนุนด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบ e-Book ประชาสัมพันธ์ร่วมด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนหลัก (โกโก้ สมุนไพร ผ้าทอกะเหรี่ยง) ได้รับการพัฒนาต้นแบบบรรจุภัณฑ์และเตรียมเอกสารประกอบการยื่นขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ตามแผนการดำเนินงานปีที่ 1เกิดการบูรณาการระหว่างฐานวัตถุดิบ (ต้นทาง) กับมาตรฐานการให้บริการ (กลางทาง) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในระยะถัดไปของโครงการ

ตัวอย่างการจัด ทริปท่องเที่ยว 1 วัน                

การจัดเส้นทางแบบ 1 วัน (One Day Trip) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมาย

หลักด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (ช่วงอายุ 30-85 ปี) จะต้องเน้นความผ่อนคลาย ไม่บรรจุสถานที่มากเกินไปจนกลายเป็นการ "ทัวร์ชะโงก" และมุ่งเน้นไปที่การทำกิจกรรมเวิร์กชอป (Workshop) การดูแลสุขภาพ และการซื้อของฝากที่สะดวกสบาย เพื่อให้ครอบคลุมจุดเด่นในรัศมี 10 กิโลเมตร ดังนี้

ช่วงเช้า เส้นทางสายบุญและจุดเช็กอินหลัก

              09.00 น. เสริมสิริมงคลที่พระธาตุพระพิมพ์ และชมน้ำบ่อฤาษี เริ่มต้นทริปแบบสบายๆ ด้วยการแวะสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติ เพื่อความเป็นสิริมงคลและซึมซับบรรยากาศท้องถิ่น

             10.30 น. แวะจุดเช็กอินหลักที่ "ดอยก้อ" เดินทางขึ้นไปยังดอยก้อซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่นำร่องและแลนด์มาร์กสำคัญ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ชมทัศนียภาพมุมกว้างแบบ 360 องศา และสูดอากาศบริสุทธิ์
 

ช่วงสายถึงเที่ยง กิจกรรมสุขภาพและอาหารท้องถิ่น

            11.30 น. กิจกรรม Workshop เชิงเกษตร: แวะ ศูนย์เรียนรู้โกโก้ สวนถั่ว หรือสวนส้ม เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมเรียนรู้แบบเบาๆ และเปิดประสบการณ์ลิ้มลองผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสดใหม่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ชื่นชอบ

           12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน: ทานอาหารเพื่อสุขภาพ (Wellness) ที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบของชุมชน

ช่วงบ่าย ช้อปปิ้งสินค้าชุมชนแบบไร้กังวล

             14.00 น. ชมงานฝีมือที่แหล่งผลิตผ้ากะเหรี่ยง: พาชมวิถีชีวิตและงานหัตถกรรมท้องถิ่น เพื่อเลือกซื้อผ้าทอกะเหรี่ยง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือโกโก้ ที่ได้รับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และมาตรฐานแล้ว

               15.00 น. ซื้อของฝาก ณ ศูนย์กระจายสินค้าพร้อมบริการจัดส่ง (Fulfillment) ให้ผู้สูงอายุแวะเลือกซื้อของฝากที่ศูนย์กลางของชุมชน โดยไม่ต้องหิ้วสัมภาระหนักๆ กลับเอง เพราะทางศูนย์มีระบบจัดส่งสินค้าหลังบ้าน (Fulfillment) คอยอำนวยความสะดวกส่งตรงถึงบ้าน

การจัดเส้นทางในลักษณะนี้จะช่วยให้กลุ่มผู้สูงอายุได้ท่องเที่ยวแบบผ่อนคลาย ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ และยังทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเต็มที่
 

                                                                                                                                                                  สรุปผลการประเมินความพึงพอใจ

กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและยกมาตรฐานบริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (สุขอนามัย/Food Safety)อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่

          ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมโครงการ ที่ โดยได้นำแบบสอบถามที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลสมบูรณ์มาทำการวิเคราะห์จำนวน 50 ฉบับ โดยได้วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
 

ตอนที่ 1 แสดงข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

ตารางที่ 5 แสดงจำนวนและร้อยละจำแนกตามเพศ

เพศ

จำนวน

ร้อยละ

หญิง

ชาย

47

3

94.0

6.0

รวม

50

100.0

          จากตารางที่ 5พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดเป็นเพศหญิง จำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 94.0 และเพศชาย 3คน คิดเป็นร้อยละ 6.0

 

ตารางที่ 6 แสดงจำนวนและร้อยละจำแนกตามสถานภาพ

สถานภาพ

จำนวน

ร้อยละ

เกษตรกร

28

56.0

ผู้ประกอบการ

22

44.0

รวม

50

100.0

จากตารางที่ 6พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร จำนวน 28คน คิดเป็น ร้อยละ 56.0รองลงมา คือ ผู้ประกอบการ จำนวน 22คน คิดเป็น ร้อยละ 44.0

ตารางที่ 7 แสดงจำนวนและร้อยละจำแนกตามอายุ

อายุ

จำนวน

ร้อยละ

41-50 ปี

51-60 ปี

61 ปีขึ้นไป

23

19

8

46.0

38.0

16.0

รวม

50

100.0

 

จากตารางที่7พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง 41-50 ปี จำนวน 23คน คิดเป็นร้อยละ46.0 รองลงมา อายุ 51-60 ปี ไป จำนวน 19คน คิดเป็นร้อยละ 38.0 และอายุ 61 ปีขึ้นไป จำนวน 8คน คิดเป็นร้อยละ 16.0

 

ตอนที่ 2 ความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการ

ตารางที่ 8 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนระดับความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการ

 

รายละเอียด

ระดับความพึงพอใจ

ก่อนการดำเนินโครงการ

หลังดำเนินโครงการ

 

S.D.

แปลผล

S.D.

แปลผล

1.การประชาสัมพันธ์

3.27

.46

ปานกลาง

4.36

.60

มาก

2.ระยะเวลาการจัดโครงการมีความเหมาะสม

3.45

 

.52

มาก

4.36

.67

มาก

3.ขั้นตอนการลงทะเบียน

3.27

 

.46

ปานกลาง

4.27

.70

มาก

4.ขั้นตอนการจัดโครงการ

3.36

.51

ปานกลาง

4.54

.68

มากที่สุด

5.เอกสารประกอบการอบรม

3.18

.41

ปานกลาง

4.50

.62

มาก

6.สถานที่สะอาดและมีความเหมาะสม

3.36

.50

มาก

4.53

.50

มากที่สุด

7.อาหารและเครื่องดื่มมีความเหมาะสม

3.27

.47

ปานกลาง

4.63

.50

มากที่สุด

8. ความพร้อมของอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์

3.36

.51

มาก

4.45

.50

มาก

9.การถ่ายทอดความรู้หรือทักษะการปฏิบัติจริง

3.47

.46

มาก

4.67

.46

มาก ที่สุด

10.สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ

3.67

.50

มาก

4.78

.40

มากที่สุด

11.ความพึงพอใจในภาพรวม

3.27

.47

ปานกลาง

4.55

.52

มากที่สุด

รวม

3.36

.48

มาก

4.52

.56

มากที่สุด

ร้อยละของความพึงพอใจหลังดำเนินโครงการ

90.4

 

 

 

จากตารางที่ 8 การประเมินความพึงพอใจหลังดำเนินโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการอยู่ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 คิดเป็นร้อยละ 90.4 โดยความ   พึงพอใจ ด้านการนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ มีค่าเฉลี่ย 4.78อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ การถ่ายทอดความรู้หรือทักษะการปฏิบัติจริง มีค่าเฉลี่ย 4.67 และ ความพึงพอใจในภาพรวม มีค่าเฉลี่ย 4.55 ตามลำดับ

การประเมินความพึงพอใจก่อนดำเนินโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการอยู่ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.36โดยสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 3.67รองลงมา คือ การถ่ายทอดความรู้หรือทักษะการปฏิบัติจริง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.47 และ ระยะเวลาการจัดโครงการมีความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.45 ตามลำดับ



รายงานโดย นางสาวบุญวรานันท์ สุขเกิด วันที่รายงาน 05/07/2569 [22231]
40000 50
3 [22221]

          กิจกรรมที่ 1 การถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านการตลาด การบริหารจัดการกลุ่ม การผลิต การบัญชีรายรับรายจ่าย ในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้มีความเข้มแข็งเป็นระบบและยั่งยืน ระหว่างวันที่ 20-21มิถุนายน พ.ศ. 2569 งบประมาณ 40,000 บาท ผู้รับบริการ 50คน ประกอบด้วยสมาชิกเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนสมาร์ทซิตตี้วังชิ้นโมเดล 4.0 ผู้ประกอบการกลุ่มท่องเที่ยวเชิงบริการ (โฮมสเตย์ ร้านอาหาร) กลุ่มเกษตรอินทรีย์ และกลุ่มหัตถกรรมผ้าทอกะเหรี่ยงในพื้นที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่

คณะผู้รับผิดชอบได้ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการ (Workshop) แก่ผู้ประกอบการชุมชนในประเด็นการบริหารจัดการด้านการตลาดเบื้องต้น การบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตามหลักธรรมาภิบาล การจัดกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และหลักการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายแบบครัวเรือนและแบบกลุ่ม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของกิจกรรมการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชนได้อย่างเป็นระบบ อันเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับสู่มาตรฐาน (Standardization) ตามแผนยุทธศาสตร์ปีที่ 1 ของโครงการ

ทั้งนี้ เนื้อหาการถ่ายทอดองค์ความรู้มีความเชื่อมโยงกับผลการวิเคราะห์บริบทและศักยภาพของพื้นที่ (Theory of Change) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด SMART CITY WANG CHIN 4.0 (Bio economy Plan) ของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนสมาร์ทซิตตี้วังชิ้นโมเดล 4.0 โดยมุ่งบูรณาการการบริหารจัดการกลุ่มชุมชนเข้ากับฐานข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว/กิจกรรม การพัฒนาสินค้าและบริการ และเครือข่ายผู้ประกอบการ หลักในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตร กลุ่มหัตถกรรมและผ้าทอกะเหรี่ยง กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และกลุ่มที่พัก/บริการนักท่องเที่ยว

          ผลการดำเนินงาน

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการธุรกิจชุมชนเพิ่มขึ้น

สามารถนำหลักการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจการของตนเองและของกลุ่มได้ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ประกอบการในเครือข่าย นำไปสู่การจัดทำแผนที่เครือข่ายผู้ประกอบการ (เช่น เส้นทางท่องเที่ยวศึกษาดูงานวังชิ้นโมเดล 12 จุดเรียนรู้) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนา Signature Tour Packages ในปีที่ 2 ของโครงการ

อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ กำลังถูกยกระดับจากเมืองเกษตรกรรมสู่การเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่าน "เส้นทางท่องเที่ยวศึกษาดูงานวังชิ้นโมเดล" ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่บูรณาการจุดการเรียนรู้ 12 แห่งเข้าด้วยกัน การดำเนินงานภายใต้โมเดลนี้ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่คือการสร้าง Logistical Synergy ที่เชื่อมโยงแหล่งผลิตนวัตกรรม แหล่งแปรรูป และช่องทางการตลาดเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในระดับพื้นที่

 

1.จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน คือ

1. The Commercial & Gateway Hubs การกำหนดให้ "หมอนไม้ไออุ่น โฮมสเตย์"

เป็นประตูสู่การท่องเที่ยว และ "พงศ์สุรัตน์ซุปเปอร์มาร์เก็ต" เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าชุมชน เป็นการวางโครงสร้าง Market Penetration ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

  1. Production Powerhouses & R&D การมีฐานการผลิตขนาดใหญ่และศูนย์เรียนรู้

นวัตกรรม เช่น ศูนย์นวัตกรรมกล้วยหอมทองภัทชา และวังคำฟาร์ม ทำหน้าที่เป็น Lead Innovator ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (R&D) เพื่อสร้างมาตรฐานให้แก่เครือข่าย

  1. Wisdom & Wellness Nodes การผสานจุดแข็งด้านความเชื่อและสุขภาพ เช่น

โคก หนอง นา เด็ดชู ที่เน้นความยั่งยืน และศูนย์เรียนรู้ผ้าทอกระเหรี่ยง เข้ากับภูมิปัญญาหมอเมือง/หมอเป่า ทำให้วังชิ้นมี "Product Differentiation" ที่เลียนแบบได้ยาก

2. การประเมินศักยภาพกลุ่มนวัตกรรมเกษตรและอาหารมูลค่าสูง(กล้วยหอมทองและโกโก้)

ในมิติของนวัตกรรมเกษตร อำเภอวังชิ้นได้ปรับเปลี่ยนจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่การเป็น "ศูนย์เรียนรู้เชิงธุรกิจ" (Business Learning Center) โดยมีกลไกสำคัญคือการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Addition) ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบหน่วยธุรกิจหลักที่มีศักยภาพสูง

  1. ศูนย์นวัตกรรมกล้วยหอมทองภัทชา ภายใต้การนำของคุณภัทชา ตนะทิพย์ ทำหน้าที่

เป็น "Lead Innovator" ของพื้นที่ ศักยภาพหลักอยู่ที่การใช้องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานกล้วยหอมทองให้สามารถเข้าสู่ตลาดพรีเมียม และสร้างโมเดลความสำเร็จที่เกษตรกรรายอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อลดความเสี่ยงทางการผลิต (Risk Mitigation)

  1. วังคำฟาร์ม ออแกนิก (บ้านวังชิ้น ม.2 ต.วังชิ้น) เป็นศูนย์เรียนรู้โกโก้ครบวงจรที่มี

ความพร้อมสูงสุด โดยมีการบูรณาการร่วมกับ "วังชิ้น แคมป์ปิ้ง" เพื่อสร้างรายได้แบบผสมผสานทั้งจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโกโก้และการบริการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

 

ตารางที่ 1ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จ (Success Drivers)

ศูนย์เรียนรู้/

 หน่วยธุรกิจ

ฐานทรัพยากร

(Resource Base)

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความสำเร็จ

ศักยภาพการขยายตัว

นวัตกรรมกล้วยหอมทองภัทชา

องค์ความรู้ R&D และเครือข่ายเกษตรกร

ภาวะผู้นำทางนวัตกรรมและการสร้างมาตรฐานสินค้า

สูงมาก (โมเดลการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งออก)

วังคำฟาร์ม ออแกนิก

พื้นที่ 30 ไร่, ต้นโกโก้ 200 ต้น

ความครบวงจร

(การปลูก-แปรรูป-การท่องเที่ยว)

สูง (การสร้างแบรนด์ Craft Chocolate ประจำถิ่น)

นวัตกรรมเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น (Trust Infrastructure) ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อแบรนด์สินค้าเกษตรอื่นๆ ในระบบนิเวศ "วังชิ้นโมเดล" ทั้งหมด

 

3. วิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์และผลไม้เศรษฐกิจ(ส้ม,และพืชผสมผสาน)

การยกระดับสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าสู่ตลาดระดับบน (High-end Market) โดยอาศัยความหลากหลายของสายพันธุ์พืชเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงตลอดทั้งปี

4. วิเคราะห์ขีดความสามารถรายหน่วยธุรกิจ

  1. สวนส้ม (คุณประหยัด เพ็งแสน)บ้านหาดรั้ว ม.6 ต.วังชิ้น บนพื้นที่ 50 ไร่ ถือเป็นแหล่ง

ผลิตสินค้าหลักที่มีความเข้มแข็งด้านปริมาณรองรับการกระจายสินค้าสู่ตลาดค้าส่งระดับประเทศ

  1. สวนวังสิทธากาญจน์ บ้านวังแฟน ม.5 ต.วังชิ้น บนพื้นที่ 17 ไร่ เป็นตัวอย่างของ Creative

Agri-Business ที่โดดเด่นด้วยการปลูกอินทผลัม ผสมผสานกับการทำประมงและกิจกรรมนันทนาการ (พายเรือ) ซึ่งช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว

  1. วรุณฟาร์มบ้านวังกวางเหนือ ม.16 ต.แม่พุง พื้นที่ 20 ไร่ เป็นฐานการผลิตผักอินทรีย์และ

เกษตรผสมผสานที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารและสร้างภาพลักษณ์ "ความบริสุทธิ์" ให้กับห่วงโซ่คุณค่า

การรวมกลุ่มของหน่วยผลิตที่มีพิกัดทางภูมิศาสตร์ ที่ชัดเจนเหล่านี้ ช่วยสร้าง Place Branding ให้กับอำเภอวังชิ้นในฐานะ "ครัวอินทรีย์แห่งจังหวัดแพร่"

5. การประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและมรดกทางภูมิปัญญา(สมุนไพรและผ้าทอ)

Wellness Tourism ของอำเภอวังชิ้นมีความโดดเด่นที่การนำเสนอ Authentic Experience ผ่านมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้

มิติการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม

  1. การสืบสานภูมิปัญญา "หมอเมือง/หมอเป่า" เชื่อมโยงกับทรัพยากรท้องถิ่นที่ สวน

ไหมพรม (บ้านวังลึก ม.4 ต.นาพูน) ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์สมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ผักหวาน และพริกไทย สร้างเป็นอัตลักษณ์การบำบัดด้วยธรรมชาติ

  1. การมีศูนย์เรียนรู้ผ้าทอกะเหรี่ยงครบวงจร (บ้านแก่งหลวง) และ คิวนันท์ผ้าทอ

ธรรมชาติ เป็นการยกระดับงานฝีมือสู่สินค้าแฟชั่นยั่งยืน (Sustainable Fashion) ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติจากท้องถิ่นทั้งหมด

สรุป โครงสร้างประสบการณ์นักท่องเที่ยว ลำดับการเดินทางในวังชิ้นโมเดลถูกออกแบบให้สอดคล้องกัน โดยเริ่มจากการรับข้อมูลที่จุดพักโฮมสเตย์ (Gateway) -> ศึกษาดูงานนวัตกรรม (Phatcha/Wang Kham) -> สัมผัสวิถีชีวิตและสุขภาพ (Herbs/Weaving/Boating) -> และจบด้วยการซื้อสินค้าชุมชนที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่พงศ์สุรัตน์ซุปเปอร์มาร์เก็ต

 

6. กลยุทธ์การต่อยอดธุรกิจและการสร้างแบรนด์พื้นที่เพื่อผลักดันให้ "วังชิ้นโมเดล" ก้าวสู่ความยั่งยืนเชิงพาณิชย์ในระดับสากล จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การบูรณาการข้อมูลและผลิตภัณฑ์อย่างเข้มข้น

แนวทางการสร้างพลังร่วมเชิงธุรกิจ

  1. Product Synergy การนำผลผลิตจากฟาร์มหลัก (ส้ม,  โกโก้, อินทผลัม) มาแปรรูป

เป็นสินค้า Signature เช่น "Pla Som" (ปลาส้มผู้ใหญ่ลั่นทม - จุดที่ 2) หรือผลิตภัณฑ์จากโกโก้ เพื่อวางจำหน่ายในจุดจำหน่ายของฝากที่เป็นศูนย์กลาง

  1. Information Infrastructure การใช้ระบบ QR Code ที่ติดตั้งอยู่ทุกจุดการเรียนรู้

(ตามที่ปรากฏในภาพแผนที่เส้นทาง) เพื่อสร้างความโปร่งใสในกระบวนการผลิต (Traceability) และเป็นช่องทางดิจิทัลในการเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์เชิงลึกสำหรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยว

โอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ (Strategic Opportunities)

  • Corporate Study Tours การพัฒนาแพ็กเกจศึกษาดูงานสำหรับองค์กร (B2B) ที่

เน้นเรื่องความยั่งยืน (ESG) และเกษตรอัจฉริยะ

  • Wellness Retreats การสร้างโปรแกรมบำบัดสุขภาพที่รวม "การกินอินทรีย์ –                  

การพักผ่อน - ภูมิปัญญาหมอเมือง" เข้าด้วยกัน

  • Value-Added Agri-Products: การต่อยอดจากฐานการผลิตกล้วยหอมทองและ

โกโก้สู่สินค้า Cosmetic และ Superfood

บทสรุป อำเภอวังชิ้นมีศักยภาพที่โดดเด่นในการเป็นต้นแบบเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากการผสมผสานระหว่าง "ฐานทรัพยากรที่เข้มแข็ง" กับ "ภาวะผู้นำทางนวัตกรรม" ของผู้ประกอบการในพื้นที่ หากมีการส่งเสริมด้านการตลาดดิจิทัลและการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าอย่างต่อเนื่อง วังชิ้นโมเดลจะสามารถยกระดับเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมที่สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ชุมชนได้อย่างสง่างาม
 

สรุปผลการประเมินความพึงพอใจ

กิจกรรมที่ 1การถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านการตลาด การบริหารจัดการกลุ่ม การผลิต การบัญชีรายรับรายจ่าย ในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้มีความเข้มแข็งเป็นระบบและยั่งยืน อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่

          ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมโครงการ ที่ โดยได้นำแบบสอบถามที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลสมบูรณ์มาทำการวิเคราะห์จำนวน 50ฉบับ โดยได้วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

ตอนที่ 1 แสดงข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

ตารางที่ 1 แสดงจำนวนและร้อยละจำแนกตามเพศ

เพศ

จำนวน

ร้อยละ

หญิง

ชาย

45

5

90.0

10.0

รวม

50

100.0

จากตารางที่ 1 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดเป็นเพศหญิง จำนวน 45 คน คิดเป็นร้อยละ 90.0 และเพศชาย 5คน คิดเป็นร้อยละ 10.0

 

ตารางที่ 2 แสดงจำนวนและร้อยละจำแนกตามสถานภาพ

สถานภาพ

จำนวน

ร้อยละ

เกษตรกร

21

42.0

ผู้ประกอบการ

27

54.0

อื่น ๆ

2

4.0

รวม

50

100.0

จากตารางที่ 2พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ จำนวน 27คน คิดเป็น     ร้อยละ 54.0รองลงมา คือ เกษตรกร จำนวน 21คน คิดเป็น ร้อยละ 42.0 และอื่น ๆ จำนวน 2คน คิดเป็น     ร้อยละ 4.0

 

ตารางที่ 3 แสดงจำนวนและร้อยละจำแนกตามอายุ

อายุ

จำนวน

ร้อยละ

 ต่ำกว่า 40 ปี

41-50 ปี

51-60 ปี

61 ปีขึ้นไป

2

16

20

12

4.0

32.0

40.0

24.0

รวม

50

100.0

จากตารางที่ 3พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง 51-60 ปี จำนวน 20คน คิดเป็นร้อยละ40.0 รองลงมาอายุ 61 ปีขึ้นไป จำนวน 12คน คิดเป็นร้อยละ 24.0 อายุระหว่าง 41-50 ปี จำนวน 16คน คิดเป็นร้อยละ 32.0 และ อายุ ต่ำกว่า 40 ปี จำนวน 2คน คิดเป็นร้อยละ 4.0

ตอนที่ 2 ความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการ
 

ตารางที่ 4 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนระดับความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการ

 

รายละเอียด

ระดับความพึงพอใจ

ก่อนการดำเนินโครงการ

หลังดำเนินโครงการ

 

S.D.

แปลผล

S.D.

แปลผล

1.การประชาสัมพันธ์

3.90

.30

มาก

4.25

.52

มาก

2.ระยะเวลาการจัดโครงการมีความเหมาะสม

3.18

 

.41

ปานกลาง

4.37

.44

มาก

3.ขั้นตอนการลงทะเบียน

3.82

 

.44

มาก

4.44

.47

มาก

4.ขั้นตอนการจัดโครงการ

3.80

.48

มาก

4.54

.53

มากที่สุด

5.เอกสารประกอบการอบรม

3.28

.40

ปานกลาง

4.53

.54

มากที่สุด

6.สถานที่สะอาดและมีความเหมาะสม

3.85

.51

มาก

4.47

.50

มาก

7.อาหารและเครื่องดื่มมีความเหมาะสม

3.27

.39

มาก

4.26

.44

มาก

8. ความพร้อมของอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์

3.72

.46

มาก

4.15

.45

มาก

9.การถ่ายทอดความรู้หรือทักษะการปฏิบัติจริง

3.54

.52

มาก

4.50

.52

มาก

10.สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ

3.63

.50

มาก

4.54

.54

มากที่สุด

11.ความพึงพอใจในภาพรวม

3.55

.54

มาก

4.42

.52

มาก

รวม

3.60

.45

มาก

4.41

.50

มาก

ร้อยละของความพึงพอใจหลังดำเนินโครงการ

88.20

 

 

 

จากตารางที่ 4 การประเมินความพึงพอใจหลังดำเนินโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการอยู่ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 คิดเป็นร้อยละ 88.20 โดยความพึงพอใจ ด้านการนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ และด้านขั้นตอนการจัดโครงการ มีค่าเฉลี่ย 4.54อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ เอกสารประกอบการอบรม มีค่าเฉลี่ย 4.53 และ การการถ่ายทอดความรู้หรือทักษะการปฏิบัติจริง มีค่าเฉลี่ย 4.50 ตามลำดับ

การประเมินความพึงพอใจก่อนดำเนินโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการอยู่ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.60โดยการประชาสัมพันธ์ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 3.90รองลงมา คือ สถานที่สะอาดและมีความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.85 และ ขั้นตอนการลงทะเบียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.82 ตามลำดับ



รายงานโดย นางสาวบุญวรานันท์ สุขเกิด วันที่รายงาน 05/07/2569 [22221]
40000 50