ประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร STEM (Science, Technology Engineering, and Mathematics) ของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  71

คำสำคัญ : งานวิจัย  คะน้า  ไฮโนพอนิกส์  ธาตุอาหาร  

     สวัสดีครับ ในบล็อกนี้จะมาเล่าประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพบุคคลากร STEM (Science, Technology Engineering, and Mathematics) ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) National Science and Technology Development Agency แบบไม่รู้ตัวมาก่อน เนื่องจากอาจารย์ที่ปรึกษาได้มอบหมายให้ดำเนินโครงการนี้ ซึ่งตอนนี้ที่เขียนบล็อกนี้ก็กำลังค้นหาว่าโครงการนี้มันทำอะไรกันแน่ แล้วตอนที่ทำโครงการนี้จนจบสมบูรณ์แล้ว มันตอบโจทย์ของ สวทช. หรือเปล่า??

     โครงการศักยภาพพัฒนาบุคลากร STEM (Science, Technology Engineering, and Mathematics) รองรับภาคอุตสาหกรรมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามโมเดล “ประเทศไทย4.0” ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนา 10อุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี (EEC) ที่จะช่วยยกระดับให้ไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง หรือประเทศพัฒนาแล้วได้ภายใน ปี พ.ศ. 2575ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ

     แต่เนื่องจาก 10อุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตและบริการ รวมถึงภาคการสนับสนุนที่จำเป็นต้องใช้แรงงานที่มีทักษะสูงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ฯลฯ

     สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงจัดทำ “โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร STEM (Science, Technology, Engineering and Mathematics) เพื่อการวิจัยและพัฒนาสำหรับภาคอุตสาหกรรม” ขึ้น เพื่อสร้างและพัฒนาบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกที่มีความสนใจในการทำโครงการหรืองานวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย สามารถสมัครเข้ารับทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้โดยมีระยะเวลารับทุน 6-12 เดือน

     โดย 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของประเทศ ได้แก่ 5อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) ที่ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร และ 5อุตสาหกรรมอนาคต (New S Curve) ประกอบด้วยอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ทั้งนี้ผู้มีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการศักยภาพบุคลากร STEM เช่น อาจารย์หรือมหาวิทยาลัยที่มีผู้ช่วยวิจัยระดับปริญญาโท-เอก จะได้ใช้ประโยชน์ในการร่วมทำวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยสนับสนุนให้งานวิจัยสำเร็จเร็วขึ้น และพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานจริง มีโอกาสได้รับการจ้างงานและได้รับค่าตอบแทนระหว่างการทำโครงการสำหรับภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนในการจ้างผู้ช่วยนักวิจัย และมีโอกาสคัดเลือกนักศึกษา (ผู้ช่วยนักวิจัย) ที่มีศักยภาพเพื่อร่วมงานในอนาคต นอกจากนี้ยังช่วยให้งานวิจัยสำเร็จเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากการช่วยสนับสนุนของอาจารย์และนักศึกษาอีกทั้งยังมีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาบุคลากรของประเทศร่วมกับมหาวิทยาลัยและ สวทช.

     โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกของ สวทช. ในปี พ.ศ. 2560-2561ในการพัฒนาบุคลากรวิจัยด้าน STEM เผื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมของประเทศแบบเร่งด่วนจำนวน 273 คน และยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรมในภาคการผลิตและบริการระหว่าง สวทช. กับสถาบันการศึกษารวมถึงกระตุ้นให้เกิดการนำองค์ความรู้ผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการอีกด้วย(ข้อมูลจากเว็บไซต์ สวทช.)

     โดยตอนนั้นได้ดำเนินการทำงานวิจัยร่วมกับบริษัทแอคเซ็ป โปรดักส์ จำกัด โดยมีหัวข้องานวิจัยว่า “การเพิ่มธาตุอาหารที่มีประโยชน์ให้แก่สลัดไฮโดรพอนิกส์เพื่อเพิ่มมูลค่าทาเศรษฐกิจ”โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

     การเพิ่มธาตุอาหารที่มีประโยชน์ให้แก่สลัดไฮโดรพอนิกส์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ มีจุดประสงค์เพื่อวัดปริมาณธาตุแคลเซียมในผักคะน้าและลดปริมาณการสะสมธาตุไนโตรเจน เมื่อได้รับสารอาหารสูตรเพิ่มแคลเซียมและลดไนโตรเจนเปรียบเทียบกับชุดควบคุม โดยการวิจัยนี้ทำการทดลองการปลูกคะน้าแบบไฮโดรพอนิกส์ในอาหารสูตรเพิ่มแคลเซียมในสูตรต่างๆ เพื่อวัดปริมาณแคลเซียมและไนโตรเจนในคะน้าหลังการเก็บเกี่ยว โดยผลการวิเคราะห์ธาตุแคลเซียมด้วยเครื่อง atomic absorbance พบว่าในส่วนของลำต้นและใบคะน้าที่ปลูกด้วยสูตรอาหารที่เพิ่มแคลเซียม 60% การเพิ่มของแคลเซียมในผลผลิตคะน้าดีที่สุดแตกต่างจากชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ความเชื่อมั่น 95% เมื่อเทียบกับกราฟมาตรฐาน (R² = 0.9964) อีกทั้งผลการทดลองการวัดเปอร์เซ็นต์ของธาตุแคลเซียมและไนโตรเจนด้วยเครื่อง Scanning Electron Microscope เมื่อเปรียบเทียบส่วนของลำต้น ก้านใบและใบ พบว่าคะน้าที่ปลูกด้วยสูตรอาหารที่เพิ่มแคลเซียม 60% การเพิ่มของแคลเซียมในผลผลิตคะน้าดีที่สุดแตกต่างจากชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ความเชื่อมั่น 95% ยกเว้นที่ส่วนของก้านใบที่มีการเพิ่มของแคลเซียมในผลผลิตคะน้าดีที่สุดแตกต่างจากชุดการทดลองอื่น แต่ในส่วนของเปอร์เซ็นต์ธาตุไนโตรเจนนั้นไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงในทุกชุดการทดลอง จากการทดลองสรุปได้ว่าสูตรที่ดีที่สุดในการปลูกคะน้าเพื่อเพิ่มธาตุอาหารที่มีประโยชน์ให้แก่คะน้าหลังการเก็บเกี่ยวคือสูตรอาหารที่เพิ่มคลเซียม 60% แต่ต้องมีการปรับปรุงสูตรการปลูกใหม่เพื่อลดปริมาณไนโตรเจนที่สะสมอยู่ผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวอีกครั้ง


เขียนโดย : นายณัฐวุฒิ  ศรีสมบัติ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : nattawut.s@mhesi.go.th