6 กลยุทธ์สร้างแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน  41

คำสำคัญ : กลยุทธ์  แบรนด์  ยั่งยืน  

6 กลยุทธ์สร้างแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การจะบริหารธุรกิจให้เติบโตขึ้นไปในแต่ละสเตจได้ นอกจากกลยุทธ์การตลาดดี ๆ แล้ว แบรนด์ยังจำเป็นต้องมีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถรองรับการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็น Organic Growth, Strategic Growth และ External Growth ด้วย

1. การวิจัยตลาด คือกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อช่วยให้เราเข้าใจกลุ่มนั้น ๆ มากขึ้น และสามารถคิดกลยุทธ์การตลาดที่สอดคล้องกันได้ ซึ่งการวิจัยมี 2แบบหลัก ๆ คือ

    1)     Primary Research คือ การวิจัยที่สามารถทำได้เองภายในองค์กร เช่น การสำรวจ Persona ของลูกค้า, การสำรวจความคิดเห็นของลูกค้า ฯลฯ

    2)     Secondary Research คือ ข้อมูลการวิจัยที่ต้องดำเนินการโดยบุคคลภายนอกแล้วเราสามารถเข้าถึงได้ เช่น สถิติในอุตสาหกรรม, ข้อมูลที่รวบรวมโดยรัฐบาล ฯลฯ

2. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่าง สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ก่อนว่าเป้าหมายเราคืออะไร เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วก็จะสามารถระบุงานย่อย ๆ ออกมาจัดการได้ดียิ่งขึ้น ในขั้นตอนนี้ อาจจะตั้ง KPI ขึ้นมาใช้ควบคู่กับหลักการตั้งเป้าหมายแบบ SMART Goal ได้

S-Specific : เป้าหมายต้องมีความเฉพาะเจาะจงอย่างชัดเจน มีขอบเขตแน่นอน

M-Measureable : เป้าหมายต้องสามารถวัดผลได้

A-Actionable : เป้าหมายต้องสามารถทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพ ปริมาณ และเวลาที่กำหนด

R-Relevant : เป้าหมายจะต้องมีความสมเหตุสมผล และส่งผลลัพธ์ต่องานในระยะยาวหรือในอนาคต

T-Time-bound : เป้าหมายจะต้องถูกกำหนดด้วยกรอบเวลาที่ชัดเจนและเหมาะสม

การมีเป้าหมายที่ชัดเจนตลอดเส้นทาง จะช่วยให้ธุรกิจของเราดำเนินไปได้ในทิศทางที่เราต้องการ รวมถึงเป้าหมายในระยะสั้น ๆ ก็ยังคืบหน้ามากกว่าการทำไปแบบไม่มีเส้นทางหลักที่ชัดเจน

3. จ้างคนให้ถูกงาน ก่อนที่จะจ้างใคร ต้องเช็กดูให้มั่นใจว่าเราต้องการจ้างคนเพิ่มมาเพื่อทำอะไร เงินทุนเราเพียงพอหรือไม่  แล้วเรา (มีเวลาและเงิน) พร้อมที่จะอบรมหรือจัดการพนักงานให้มีคุณภาพได้หรือไม่ หากอยู่ในช่วงแรกของการจ้างงาน สามารถจ้างพนักงานทั่วไปเพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระงานในมือออกไปก่อนได้ แล้วเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ก็ค่อยขยับไปจ้างผู้เชี่ยวชาญในตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อให้มาช่วยพัฒนาธุรกิจให้เติบโตไปอีกสเตจหนึ่งได้

4. เรียนรู้ และเตรียมพร้อมปรับตัวเสมอ การปรับตัวที่ว่า ไม่ได้หมายถึงแค่กลยุทธ์ทางการตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ แม้แต่การหาช่องทางขายใหม่ ๆ อย่างการเปลี่ยนจากการขายหน้าร้าน มาขาย E-commerce บนออนไลน์ ก็เป็นความท้าทายที่หลายบริษัทเจอกันมาในช่วงก่อนหน้านี้

5. Customer Service แบรนด์จะได้ไปต่อหรือต้องพอแค่นี้ ดูจากตรงนี้ได้เลย นอกจากคุณภาพของสินค้าที่จะทำให้ลูกค้าพอใจแล้ว ประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ยังหมายถึงยอดขายที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโอกาสการขายที่เพิ่มขึ้นจากการเล่าปากต่อปากด้วย การติดต่อกันอยู่เสมอ, การเข้าใจความต้องการลูกค้า, การแสดงความซื่อสัตย์และจริงใจ, การแจ้งเตือนผลประโยชน์ให้ลูกค้า, Reward Program ฯลฯ วิธีการดูแลลูกค้าเหล่านี้ หากแบรนด์ไหนสามารถสร้างสรรค์ให้มีความโดดเด่นจากคู่แข่งรายอื่น ๆ ก็จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำแก่ผู้บริโภค

6. ลองผิดลองถูก วิธีการที่นักการตลาดใช้กันเป็นเรื่องปกติก็คือการทดลองหรือทดสอบเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ที่เป็นไปได้ แล้วลงทุนเพื่อเรียนรู้และปรับปรุงกับผลลัพธ์ที่ได้มากขึ้น พูดถึงการลองผิดลองถูกเพื่อขยายธุรกิจ อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือการสำรวจช่องทางการขายใหม่ๆ ซึ่งไม่ต้องใช้เงินลงทุนหรือทรัพยากรจำนวนมาก อาจจะเริ่มด้วยการใช้แพลตฟอร์ม Broadcast ง่ายๆ เผยแพร่ข้อความอย่างต่อเนื่อง เช่น เครื่องมือ LineOA, Hubspot เป็นต้น

การเติบโตไปในแต่ละสเตจของธุรกิจ เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อย่างการเป็นที่หนึ่งในวงการ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นท้าทาย แต่ความสำเร็จเล็กๆ ระหว่างทาง อย่างการสร้างความสุขให้พนักงาน, การเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงาน, การจัดการกระแสเงินสดให้ไหลลื่น ฯลฯ ก็สำคัญไม่แพ้กัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขยายธุรกิจคือ การเติบโตอย่างยั่งยืน

อ้างอิงจาก https://adaddictth.com/knowledge/Business-Growth


เขียนโดย : น.ส.พรทิพย์  เพิ่มวรัญญู สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : pronthip.p@mhesi.go.th

อ่านแล้วลองคิดตามเพื่อแบรนด์กะหรี่ปั๊บค่ะ 555

เขียนโดย อัญชลี  งอยผาลา

การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และติดตลาดกับกลุ่มลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญและเป็นข้อได้เปรียบในเชิงธุรกิจจริงๆ

เขียนโดย ดร.สุมนรัตน์  ริยาพันธ์