Knowledge Sharing ชุมชนแห่งการเรียนรู้...
เล่าเรื่อง MHESI Music Variety Awards 2025 กับการบูรณาการงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง 16

บทนำ
ดนตรีและการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทยถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Soft Power ของประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี โครงการ MHESI Music Variety Awards 2025 ที่จัดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนบทบาทของการบูรณาการ “งานวิจัย–ศิลปะ–การจัดการความรู้” เพื่อสร้างพลังให้เยาวชนและบุคลากรในระดับอุดมศึกษาได้เรียนรู้ สร้างสรรค์ และสืบสานวัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่เข้ากับบริบทสมัยใหม่
โครงการนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการประกวดดนตรี แต่ยกระดับไปสู่การเป็น โมเดลการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงวิชาการสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการออกแบบกิจกรรม KM (Knowledge Management) และการวางรากฐานของ Best Practice ที่จะต่อยอดเป็นต้นแบบในอนาคต ทั้งยังสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่ครอบคลุม 4 ภูมิภาค 13 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
กรอบแนวคิด
หัวใจสำคัญของโครงการคือการบูรณาการแนวคิด 2 ประการ ได้แก่
1. Knowledge Management (KM)– กระบวนการถ่ายทอดงานวิจัยและองค์ความรู้จากระดับวิชาการสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการอบรมและการออกแบบหลักสูตรที่เข้าถึงง่ายและทันสมัย
2. Best Practice– การวางรากฐานของแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ โดยการเก็บข้อมูล ถอดบทเรียน และพัฒนากระบวนการจากผลงานและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม โดยมีเป้าหมายให้เกิดรูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้และยั่งยืน
Best Practice คืออะไร?
Best Practice หมายถึง วิธีปฏิบัติ หรือขั้นตอนการปฏิบัติที่ผ่านการวิจัย ทดลองหรือผ่านประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง จนสามารถพิสูจน์ได้ว่านำไปสู่เป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งส่งผลให้องค์การประสบความสำเร็จหรือนำไปสู่ความเป็นเลิศตามเป้าหมาย เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการหรือวิชาชีพนั้น ๆ มีหลักฐานของความสำเร็จปรากฏชัดเจน มีการสรุปวิธีปฏิบัติ หรือขั้นตอนการปฏิบัติ ตลอดจนความรู้และประสบการณ์ ที่ได้บันทึกไว้เป็นเอกสาร และเผยแพร่ให้หน่วยงานภายในหรือภายนอกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
Best Practice เกิดขึ้นได้จาก 3 ปัจจัย คือ 1) จากตัวบุคคล ในการทำงานผู้ปฏิบัติทุกคนจะเกิดการเรียนรู้ไปสู่เป้าหมายของหน่วยงาน เกิดการสร้างสรรค์วิธีการใหม่ ๆ ขึ้น หรือวิธีการที่ดีกว่าเดิม 2) จากอุปสรรค เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแสวงหาแนวทาง กระบวนการในการแก้ปัญหา และผ่านอุปสรรคไปให้ได้ 3) จากแรงบันดาลใจที่อยากจะพัฒนา หรือค้นหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อความพึงพอใจของหน่วยงานหรือของตนเอง เพื่อสร้างประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม
การพิจารณาว่าสิ่งใดเป็น Best practice
1. ในการดำเนินการมีวิเคราะห์บริบทความคาดหวังของสถานศึกษา ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียโดยบูรณาการกับส่วนต่าง ๆ ในองค์กร (Integrate)
2. ในการดำเนินการมีความเป็นระบบ (Systematic) มีกระบวนการและผลลัพธ์ที่มีความโดดเด่น(Outstanding process and results) โดยอาจใช้วงจรคุณภาพ (PDCA) ครบทั้งวงจร
3. ในการดำเนินการมีการสร้างนวัตกรรมในการใช้เครื่องมือหรือวิธีการใหม่ ๆ และนำไปใช้จนมีผลลัพธ์ที่มีความโดดเด่นและยั่งยืน (Long standing Performances)
4. ในการดำเนินการ สามารถตอบคำถามต่อไปนี้ นวัตกรรมนั้นคืออะไร (What)นวัตกรรมนั้นผลิตหรือใช้อย่างไร (How) และนวัตกรรมนั้นทำเพื่ออะไร (Why)
5. ในการดำเนินการมีการวิเคราะห์ปัจจัยที่สำเร็จและบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการใช้นวัตกรรม โดยมีความเชื่อมโยงในหลายปัจจัย (Linkage) จนได้รับการชื่นชมและการยกย่อง (Praises and recognitions)
ต่อมาคือการพิจารณาว่านวัตกรรมนั้นเป็น Best practice จริงหรือไม่ ด้วยวิธีการต่อไปนี้
1. มีความสอดคล้องกับความคาดหวังของโรงเรียน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย
2. มีวงจรคุณภาพชัดเจน
3. สามารถบอกเล่าได้หรือไม่ว่า “ทำอะไร” “ทำอย่างไร” และ “ทำไมจึงทำ”
4. ผลที่เกิดขึ้นสอดคล้องหรือสะท้อนวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
5. ต้องเป็นสิ่งที่ “ปฏิบัติได้จริงและเห็นผลแล้ว” ไม่ใช่แนวคิดหรือทฤษฎี
การดำเนินกิจกรรมด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อให้โครงการมีความยั่งยืนและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยใช้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ซึ่งประกอบด้วย เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและสังคมและนำมาเชื่อมโยงกับนโยบายและแผนพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ใช้การมีส่วนร่วมของเยาวชนและชุมชน มีการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการการวิจัยและสร้างองค์ความรู้ใหม่ การถ่ายทอดไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยใช้วิธีที่เหมาะสม รวมไปถึงเผยแพร่องค์ความรู้ ผ่านช่องทางออนไลน์ในดิจิทัลแพลตฟอร์มหรือสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ต่อยอด สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากกิจกรรมศิลปะวัฒนธรรมนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เตรียมการสืบทอดองค์ความรู้ให้ยั่งยืนโดยบูรณาการกิจกรรมเข้ากับระบบการศึกษาและนโยบายด้านวัฒนธรรมทั้งระยะสั้นและระยะยาว
การพัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) บูรณาการดนตรีผสมผสานการแสดงท้องถิ่นไทย
จึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการแสดงศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรีและศิลปะการแสดงของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เป็นการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมดนตรีและการแสดงพื้นถิ่น รวมถึงยกระดับความสามารถ
ในการพัฒนาดนตรีให้อยู่กับชีวิตและสังคมสมัยใหม่ได้ เวทีสำหรับสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชนและเยาวชนในท้องถิ่น นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับชุมชนและระดับประเทศต่อไปได้
การบูรณาการ KM และ Best Practice ในโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดเวทีแสดงศักยภาพ แต่เป็นการสร้าง “วงจรความรู้” ที่เริ่มจากงานวิจัย →ถ่ายทอดสู่ผู้เรียน →ลงมือปฏิบัติจริง →ประเมินและถอดบทเรียน →สังเคราะห์เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ
วิธีการดำเนินโครงการ
การดำเนินงานของ MHESI Music Variety Awards 2025ครอบคลุมกิจกรรมสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่:
1. การถ่ายทอดองค์ความรู้ (KM Workshop)– ถ่ายทอดความรู้ 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) การขับร้อง (2) การเล่นเครื่องดนตรี (3) การแสดง และ (4) การประยุกต์ใช้ศิลปกรรมศาสตร์เพื่ออาชีพ โดยมีการออกแบบหลักสูตรอย่างมีระบบและผ่านการทดลองใช้จริงใน 4 ภูมิภาค 13 มหาวิทยาลัย
2. การประกวดดนตรีผสมผสานระดับภูมิภาค– เปิดเวทีให้เยาวชนได้ใช้ความรู้สร้างสรรค์ผลงาน มีผู้เข้าร่วมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยศิลปะ และมหาวิทยาลัยเอกชน รวมทั้งสิ้น 13 วงดนตรี
3. การประกวดรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ– คัดเลือกวงดนตรีที่มีความโดดเด่นที่สุดจากแต่ละภูมิภาคมาแข่งขัน ณ กรุงเทพมหานคร โดยใช้เกณฑ์การตัดสินทั้งด้านดนตรี การแสดง และความคิดสร้างสรรค์
4. การสังเคราะห์และเผยแพร่ (Best Practice & Knowledge Sharing)– รวบรวมและถอดบทเรียนจากวงดนตรีที่ชนะการประกวด นำไปสู่การสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และเผยแพร่ต่อผ่านบทความวิชาการ คลิปวิดีโอ และสื่อดิจิทัล
ผลการดำเนินงาน
ผลที่ได้จากโครงการสะท้อนถึงความสำเร็จทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ดังนี้:
- การถ่ายทอดองค์ความรู้ (KM Workshop):ผู้เข้าร่วมรวม 598 คน จาก 4 ภูมิภาค 13 มหาวิทยาลัย
- การมีส่วนร่วม Onsite ระดับภูมิภาค:2,592 คน
- การเข้าชม Online ระดับภูมิภาค:138,246 ครั้ง (2,376 Likes, 592 Shares)
- รอบชิงชนะเลิศ:ผู้เข้าชม Onsite 1,991 คน / Online 100,579 Views (6,638 Likes, 722 Shares)
-
ระดับความพึงพอใจ:
- KM Workshop: 85.00–98.15%
- การประกวดรอบภูมิภาค: 66.67–91.67%
- รอบชิงชนะเลิศ: 82.29%
การวิเคราะห์
ผลลัพธ์ของโครงการชี้ให้เห็นหลายประเด็นที่น่าสนใจ:
1. จุดแข็ง– การบูรณาการงานวิจัยกับการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ทำให้เกิดทั้งการสร้างผลงานจริงและการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ วงดนตรีจากแต่ละมหาวิทยาลัยมีเอกลักษณ์ที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น และสามารถเชื่อมโยงกับดนตรีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
2. การเข้าถึงในวงกว้าง– จำนวนการรับชมออนไลน์กว่า 200,000 ครั้ง รวมถึงการแชร์และการมีส่วนร่วมบนสื่อสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการในการสร้าง Soft Power ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
3. ความท้าทาย– แม้บางภูมิภาคจะมีความพึงพอใจสูงเกิน 90% แต่ภาคกลาง–ตะวันออก มีคะแนนเพียง 66.67% ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับปรุงการจัดการ การประชาสัมพันธ์ และรูปแบบกิจกรรมให้ตอบโจทย์ผู้เข้าร่วมได้มากขึ้น
4. คุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ– โครงการนี้ช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น สนับสนุนการสร้างสรรค์ และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค
5. ลักษณะการดำเนินงานที่ดี Case มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นการดำเนินงานสรรหาบุคลากรเข้าร่วมทีม ร่วมฝึกฝน ติดตาม ผ่านทางสำนักศิลปะและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย ทำให้มีบุคลากรจากหลากหลายคณะมาร่วมกันฝึกซ้อมระดมความคิดและพัฒนางาน เป็นต้น
ข้อเสนอแนะเพื่ออนาคต
จากผลการดำเนินงาน โครงการควรต่อยอดโดย:
- พัฒนา Best Practiceให้เป็นรูปธรรม เพื่อเผยแพร่เป็นคู่มือหรือหลักสูตรที่สถาบันการศึกษาอื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้
- สร้างระบบเครือข่ายผู้ปฏิบัติการด้านดนตรีและศิลปกรรมในระดับชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย
- ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อขยายการเข้าถึงสู่ระดับนานาชาติ เพิ่มศักยภาพของ Soft Power ไทยในเวทีโลก
บทสรุป
MHESI Music Variety Awards 2025 เป็นมากกว่าการประกวดดนตรี แต่คือการพัฒนาโมเดลการจัดการความรู้และการสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในด้านศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมไทย โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อการวิจัยและการปฏิบัติจริงถูกบูรณาการอย่างเหมาะสม จะก่อให้เกิดทั้งผลสัมฤทธิ์เชิงวิชาการ เชิงสังคม และเชิงเศรษฐกิจ เป็นพลังที่สามารถสืบสานและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน