เทคโนโลยีพร้อมถ่ายทอด
1) เพื่อศึกษาคัดเลือกสายพันธุ์บุกที่เหมาะสมในการทำผลิตภัณฑ์วุ้นเส้น
2) เพื่อศึกษาอัตราส่วนของบุกที่เหมาะสมในการผลิตผลิตภัณฑ์วุ้นเส้น
3) เพื่อศึกษาการคืนตัวของวุ้นเส้น การยอมรับของผู้บริโภค และองค์ประกอบทางเคมีของผลิตภัณฑ์วุ้นเส้นจากบุกทดแทนแป้งถั่วเขียว
วุ้นเส้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในการรับประทานกันอย่างแพร่หลายมาก ๆ ในเอเชียและเอเชียเฉียงใต้ โดยจะนำมาประกอบในอาหารจำพวก ผัด ต้ม และแกง เป็นต้น ส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานทดแทนข้าวที่เป็นอาหารหลักของคนเอเชีย ซึ่งวุ้นเส้นส่วนใหญ่จะผลิตมาจากสตาร์ชถั่วเขียว (Mung bean; Vigna radiata) เป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และเป็นแหล่งที่ดีของแป้งที่มีคุณสมบัติในการทนย่อย (Resistant starch; RS) ซึ่งเป็นแป้งที่เอนไซม์ในระบบทางเดินอาหารไม่สามารถย่อยได้ และไม่ถูกดูดซึมในลำไส้เล็ก แต่จะผ่านระบบทางเดินอาหารจนถึงลำไส้ใหญ่ และถูกหมักโดยจุลินทรีย์ได้เป็นกรดไขมันสายสั้น ๆ ดังนั้น RS จึงมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับใยอาหาร (Dietary fiber) (รัชนีพร และคณะ, 2559) ทั้งนี้วุ้นเส้นที่ผลิตจากแป้งถั่วเขียวจะมีลักษณะเนื้อสัมผัสที่นุ่มมาก แต่มีความยืดหยุ่นและความทนทานต่อการเคี้ยวที่ต่ำ นอกจากนี้รายงานว่าถั่วเขียวที่นำมาผลิตผลิตภัณฑ์วุ้นเส้นมีปริมาณจำกัดและขาดแคลนในบางฤดูทำให้ต้นทุนการผลิตสูง (สุมนา และคณะ, 2558) ในปัจจุบันจึงมีความพยายามนแป้งหรือสตาร์ชจากพืชชนิดอื่น เช่น มันสำปะหลัง และถั่วชนิดต่าง ๆ มาทดแทนถั่วเขียวในการผลิตวุ้นเส้นเพื่อลดต้นทุนในการผลิต โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีในท้องถิ่นมีคุณภาพและสมบัติใกล้เคียงกับถั่วเขียวมาใช้ในการผลิตวุ้นเส้น โดยการนำบุกที่มีในท้องถิ่นทั้งภาคอีสาน และภาคเหนือ ของประเทศไทยมาเพิ่มมูลค่าทางการตลาดต่อยอดนำผลิตภัณฑ์ไปสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งหัวบุกมีแป้งประมาณร้อยละ 67 มีโปรตีนร้อยละ 5-6 รวมทั้งสารแป้งที่อยู่ในหัวบุกเรียกว่า กลูโคแมนแนน (Auntariganon, 2000) โดยกลูโคแมนแนน เป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรตจัดเป็น เฮมิเซลลูโลส (hemicellulose) (ชวนชม และคณะ, 2565) บุกมีสารอาหารจำพวกใยอาหารที่มีความสามารถในการต้านทานการทนย่อยได้ดี ซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ และไม่อยากให้ร่างกายรับประทานคาร์โบไฮเดรตที่ใช้เป็นพลังงานและหลงเหลือสะสมในร่างกายมากเกินไปจนเกิดสภาวะโรคอ้วนเกิดขึ้น