2568 การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสุรากลั่นและน้ำส้มสายชูกลั่นจากสับปะรด GI จังหวัดเชียงราย 0
ผล สรุปผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดปี 2568 ผลการดำเนินงานในปีที่ 2 สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในข้อเสนอโครงการได้ทุกรายการ โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบระหว่างค่าเป้าหมายและผลการดำเนินงานจริง สรุปผลการดำเนินงานโครงการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ประสบความสำเร็จอย่างสูงโดยสามารถบรรลุและเกินกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในทุกตัวชี้วัดสำคัญ ในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ โครงการสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสุรากลั่นและน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรด รวมถึงให้ความรู้ด้านกฎหมาย มาตรฐานการผลิต (GMP/อย.) และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้แก่สมาชิกกลุ่มและผู้เข้าร่วมรวม 12 ท่าน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10 ท่านในทุกรายการ ด้านการพัฒนานวัตกรรมได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการกลั่นด้วยหอกลั่นขนาดไม่เกิน 5 แรงม้า และการวางระบบมาตรฐาน GMP ได้ตามแผนงานที่วางไว้ ในเชิงเศรษฐกิจและการตลาด โครงการสามารถสร้างสัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงได้ถึง 1.6 เท่า ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1.5 เท่า โดยมีการพัฒนาแบรนด์สินค้าที่เป็นรูปธรรมคือ "Ferment Rai" สำหรับน้ำส้มสายชูหมัก และ "ดงซาง วชั่น" สำหรับสุรากลั่น พร้อมทั้งสร้างช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจมีรายได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการยังอยู่ในระดับดีมาก โดยคิดเป็นร้อยละ 90.20 ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริงเพื่อยกระดับธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ผลผลิตสำคัญที่เป็นรูปธรรม (Key Outputs) นอกเหนือจากตัวชี้วัดเชิงปริมาณ โครงการยังสร้างผลผลิตสำคัญที่มีคุณภาพเพื่อเตรียมความพร้อมสู่เชิงพาณิชย์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ต้นแบบและแบรนด์สินค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ปรับปรุงใหม่ 2 รายการ พร้อมการออกแบบตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่นสะท้อนเอกลักษณ์สับปะรด GI "Ferment Rai" (เฟอร์เมนท์ ราย) ผลิตภัณฑ์น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรด GI "ดงซาง วชั่น" (Dong Sang Fusion) ผลิตภัณฑ์สุรากลั่นจากสับปะรด GI โมเดลธุรกิจ (BMC) ได้แผนธุรกิจฉบับปรับปรุงใหม่ที่ครอบคลุมทั้ง 9 ช่องทาง (Business Model Canvas) ซึ่งผ่านกระบวนการระดมสมองเพื่อระบุกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ช่องทางการตลาด พัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายรวม 2 ช่องทาง แบ่งเป็นช่องทางออฟไลน์ (หน้าร้านวิสาหกิจชุมชน) และออนไลน์ (Facebook/E-commerce) อย่างละ 1 ช่องทาง ความพร้อมด้านสถานที่ผลิต ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่โรงงานและเตรียมเอกสารเพื่อรองรับการขออนุญาตผลิตและจำหน่ายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการในปีที่ 2 นี้เน้นหนักไปที่การใช้ Business Model Canvas (BMC) และแนวคิด Design Thinking เพื่อยกระดับจากเพียงแค่การผลิตได้มาตรฐานในปีแรก ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและช่องทางรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน
ผล สรุปผลการดำเนินงานของโครงการในปี 2568 ประสบความสำเร็จอย่างสูงโดยสามารถบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในทุกด้าน ในส่วนของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โครงการสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตสุรากลั่นและน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรด รวมถึงขั้นตอนทางกฎหมายและมาตรฐานการผลิตให้กับสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ถึง 12 คน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10 คน พร้อมทั้งสามารถสร้างวิทยากรตัวคูณที่พร้อมส่งต่อความรู้ได้จำนวน 12 คนเช่นกัน ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โครงการได้ส่งมอบเทคโนโลยีการผลิตสุรากลั่นด้วยหอกลั่นขนาดไม่เกิน 5 แรงม้า และเทคโนโลยีมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีด้านการผลิต (GMP) อย่างละ 1 เรื่องตามแผนงาน ผลการดำเนินงานเหล่านี้นำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยพบว่าสัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ 1.6 เท่า ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ 1.5 เท่า นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังแสดงความพึงพอใจต่อการดำเนินงานในระดับดีมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 90.20 ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ต้นแบบที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและความพร้อมในการพัฒนาสู่ธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต
ผล (1) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การดำเนินโครงการในปีที่ 2 ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านการแปรรูปสับปะรด GI ที่ตกเกรดหรือล้นตลาด ซึ่งเดิมมีราคาจำหน่ายเพียง 12 บาทต่อกิโลกรัมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง โดยผลการดำเนินงานพบว่าการนำสับปะรดส่วนเกินตามแผนการผลิตประมาณ 1,007 กิโลกรัม มาแปรรูปเป็นสุรากลั่นและน้ำส้มสายชูหมัก สามารถสร้างรายได้รวมได้ถึง 195,140 บาท คิดเป็นมูลค่าเพิ่มสุทธิที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 9,589 เมื่อเทียบกับมูลค่าวัตถุดิบตั้งต้น ส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value Ratio) ที่เกิดขึ้นจริงในปีนี้อยู่ที่ 1.6 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1.5 เท่า นอกจากนี้ยังช่วยให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และเกิดเงินทุนหมุนเวียนในการขยายฐานการผลิตและสายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง (2) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในมิติของสิ่งแวดล้อม โครงการได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้จัดการปัญหาผลผลิตเน่าเสียในไร่ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงผลผลิตล้นตลาด โดยใช้กระบวนการผลิตแบบบูรณาการที่สามารถใช้ประโยชน์จากชีวมวล (Biomass) ของสับปะรดได้เกือบทั้งหมด ซึ่งเนื้อสับปะรดจะถูกนำไปผลิตเป็นสุรากลั่น ขณะที่ส่วนเหลือทิ้งอย่างเปลือกและแกนซึ่งมีน้ำหนักมากถึงร้อยละ 50 จะถูกนำมาสกัดน้ำตาลเพื่อใช้ในการผลิตน้ำส้มสายชูหมักต่อ กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณเศษซากทางเกษตรและมลพิษจากการเน่าเสียของผลผลิตในพื้นที่นางแลเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการปลูกสับปะรด GI แบบปลอดภัยเพื่อลดการใช้สารเคมีและสารพิษตกค้างในดินและน้ำ อันเป็นการบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นควบคู่ไปกับการประกอบธุรกิจ (3) ผลกระทบด้านสังคม โครงการได้สร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานรากของชุมชนผ่านการจ้างงานคนในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 คน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดการย้ายถิ่นฐานและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในสถาบันครอบครัวให้มั่นคงยิ่งขึ้น เกิดกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะสมัยใหม่ระหว่างวัยผ่านกิจกรรมพี่เลี้ยง (Mentoring) ที่สมาชิกคนรุ่นใหม่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีการตลาดดิจิทัล (MarTech) ให้แก่สมาชิกกลุ่มผู้สูงอายุ นอกจากนี้ความร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนกว่า 12 แห่ง ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถของวิสาหกิจชุมชนให้มีมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งสะท้อนผ่านผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการที่สูงถึงร้อยละ 90.20 ตลอดจนกลุ่มยังมีการจัดสรรรายได้บางส่วนเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสู่การเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
รายงานความก้าวหน้า
| ไตรมาส | ผลการดำเนินงาน | งบประมาณที่ใช้ | ผู้รับบริการ |
|---|---|---|---|
| 4 [20923] |
2.1 กิจกรรมพัฒนานวัตกรรมสินค้าและกระบวนการผลิต การขยายสายผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรชุมชน รายละเอียดการดำเนินงาน กิจกรรมพัฒนานวัตกรรมสินค้าและกระบวนการผลิต การขยายสายผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรชุมชน เป็นกิจกรรมต่อยอดจากปีที่ 1 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต โดยใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเป็นฐานในการพัฒนา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สุรากลั่นและน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรด GI จังหวัดเชียงราย การดำเนินกิจกรรมได้รับความร่วมมือจากทีมผู้เชี่ยวชาญจากห้องปฏิบัติการสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นุกุล อินทกูล พร้อมทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ คุณสุรินทร์ บุญทราย และคุณชิษณุพงค์ บรรจง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท ฮัก ณ ภูแล เชียงราย จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในการพัฒนาและผลิต ร่วมเป็นวิทยากรให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าร่วม จำนวน 12 คน จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หัวข้อในการพัฒนานวัตกรรม 1. การพัฒนาสายผลิตภัณฑ์ใหม่ 1.1 การพัฒนาสูตรสุรากลั่นสับปะรดแบบ Premium ที่มีดีกรี 35% และ 40% 1.2 การพัฒนาน้ำส้มสายชูหมักสับปะรดสูตรเข้มข้น สำหรับการปรุงอาหาร 2. การพัฒนากระบวนการผลิต 2.1 การปรับปรุงกระบวนการหมักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาการผลิต 2.2 การพัฒนาระบบการกลั่นแบบ 2 ขั้นตอน เพื่อเพิ่มความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์ 2.3 การปรับปรุงกระบวนการกรองและการบ่มสุรา 2.4 การพัฒนาระบบควบคุมอุณหภูมิในกระบวนการผลิต 3. การใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเพิ่มเติม 3.1 การทดลองใช้สมุนไพรและไม้ผลท้องถิ่นในการปรุงแต่งกลิ่นและรส 3.2 การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การฝึกปฏิบัติ ฝึกปฏิบัติการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ ทดลองกระบวนการผลิตแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้น การทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ การประเมินทางประสาทสัมผัส (Sensory Evaluation) ผลการดำเนินกิจกรรม 1) จากการดำเนินกิจกรรมพัฒนานวัตกรรมสินค้าและกระบวนการผลิตพบว่าการดำเนินงานประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และปรับปรุงกระบวนการผลิตแม้จะมีความท้าทายจากปัญหาวัตถุดิบสับปะรด GI ที่ขาดแคลนในช่วงแรก 2) ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมวิจัยและผู้เข้าร่วมสามารถพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ ประกอบด้วย สุรากลั่นสับปะรด Premium 30% และ 40%, น้ำส้มสายชูหมักสับปะรดสูตรเข้มข้น เพื่อดำเนินการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และประสาทสัมผัสในลำดับต่อไป 3) ดำเนินการสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด GI ในพื้นที่อื่นๆ เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบสำรอง 4) พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์สุรากลั่นและน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดในเบื้องต้น 5) ปรับแผนการดำเนินงานโดยเน้นการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์และการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การผลิต รวมถึงการพัฒนารูปแบบฉลากและบรรจุภัณฑ์ตามข้อกำหนดของกฏหมายการจำหน่ายสุราของกรมสรรพสามิตร
ปัญหาและอุปสรรค ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบสับปะรด GI ที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน (ภัยแล้ง) และการระบาดของศัตรูพืชในพื้นที่เพาะปลูกหลัก การพึ่งพิงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้สูง โดยเฉพาะวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีความผันผวนตามสภาพอากาศ รายงานโดย ผศ.นิเวศ จีนะบุญเรือง วันที่รายงาน 30/12/2568 [20923] |
70450 | 12 |
| 4 [20924] |
2.3 การพัฒนาเสริมศักยภาพกิจกรรมตามโมเดลธุรกิจ BMC ในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
รายงานโดย ผศ.นิเวศ จีนะบุญเรือง วันที่รายงาน 30/12/2568 [20924] |
67050 | 12 |
| 4 [20810] |
แพลตฟอร์มเพิ่มศักยภาพธุรกิจชุมชน Building Community Enterprise: BCE
ชื่อโครงการ : การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสุรากลั่นและน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรด GI จังหวัดเชียงราย
2.2กิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการความรู้ด้านโมเดลธุรกิจ และการพัฒนาแผนธุรกิจ (Business Model Canvas; BMC) รายละเอียดการดำเนินงาน กิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการความรู้ด้านโมเดลธุรกิจและการพัฒนาแผนธุรกิจ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการธุรกิจให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยใช้เครื่องมือ Business Model Canvas (BMC) ในการวิเคราะห์และวางแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ การดำเนินกิจกรรมได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาธุรกิจจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 12 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการแปรรูปสับปะรด หัวข้อในการอบรมเชิงปฏิบัติการ 1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Business Model Canvas
2. การวิเคราะห์ธุรกิจสุรากลั่นสับปะรดด้วย BMC
3. การพัฒนาแผนธุรกิจ
4. Workshop การจัดทำ BMC
ผลการดำเนินกิจกรรม
จากการดำเนินกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการความรู้ด้านโมเดลธุรกิจและการพัฒนาแผนธุรกิจ พบว่าผู้เข้าร่วมมีความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือ BMC ในการวางแผนธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านความรู้และความเข้าใจผู้เข้าร่วมทั้ง 12 คน สามารถอธิบายองค์ประกอบทั้ง 9 ของ BMC และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ด้านการปฏิบัติผู้เข้าร่วมสามารถจัดทำ BMC สำหรับธุรกิจสุรากลั่นสับปะรดได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีการระบุกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ นักท่องเที่ยว ร้านอาหาร และผู้บริโภคทั่วไป พร้อมกำหนดคุณค่าที่ส่งมอบ (Value Propositions) ที่ชัดเจน คือ "สุรากลั่นสับปะรด GI จังหวัดเชียงราย ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพ มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น" ด้านการพัฒนาแผนธุรกิจกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถจัดทำแผนธุรกิจระยะ 1 ปี ที่ประกอบด้วยแผนการตลาด แผนการผลิต และแผนการเงิน โดยตั้งเป้าหมายยอดขายปีแรกและมีแผนการขยายตลาดในปีที่ 2-3 ผลสำเร็จ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีความเข้าใจในโมเดลธุรกิจและสามารถนำไปปรับใช้กับการวางแผนธุรกิจได้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนและเป็นระบบ สามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจและขอสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ได้
2.3กิจกรรม การพัฒนาเสริมศักยภาพกิจกรรมตามโมเดลธุรกิจ BMC ในระดับต้นน้ำ
รายละเอียดการดำเนินงาน กิจกรรมพัฒนาเสริมศักยภาพตามโมเดลธุรกิจ BMC ในระดับต้นน้ำ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการวัตถุดิบ การสร้างเครือข่ายเกษตรกร และการพัฒนาระบบการจัดซื้อวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน การดำเนินกิจกรรมได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด GI ที่มีประสบการณ์ รวม 4 ท่าน เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วม จำนวน 12 คน ประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด และผู้แทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
หัวข้อในการพัฒนาศักยภาพ 1. การบริหารจัดการวัตถุดิบ
2. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ
3. การจัดการความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ
4. การพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน
การฝึกปฏิบัติ
ผลการดำเนินกิจกรรม จากการดำเนินกิจกรรมพัฒนาเสริมศักยภาพตามโมเดลธุรกิจ BMC ในระดับต้นน้ำ พบว่าการดำเนินงานประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานด้านวัตถุดิบ ด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบผู้เข้าร่วมได้จัดทำแผนการปลูกและเก็บเกี่ยวสับปะรด GI แบบหมุนเวียน ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบการคัดเลือกและควบคุมคุณภาพที่เป็นมาตรฐาน ทำให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ด้านการสร้างเครือข่ายสามารถสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด GI จำนวน 10 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล มีการทำข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า (Contract Farming) กับเกษตรกร 5 ราย ที่เพียงพอสำหรับการผลิตตลอดทั้งปี ด้านการจัดการความเสี่ยงมีการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ศัตรูพืช และความผันผวนของราคา โดยมีการกำหนดแหล่งวัตถุดิบสำรอง 3 แหล่ง และมีการใช้ระบบการพยากรณ์ผลผลิตล่วงหน้า ด้านการพัฒนาเกษตรยั่งยืนเกษตรกรในเครือข่าย 10 ราย เริ่มปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบผสมผสานในการจัดการศัตรูพืช ความก้าวหน้าและผลลัพธ์ที่สำคัญ ห่วงโซ่อุปทานด้านวัตถุดิบมีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในพื้นที่ สร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานในระดับต้นน้ำ แม้จะประสบปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน รายงานโดย ผศ.นิเวศ จีนะบุญเรือง วันที่รายงาน 30/09/2568 [20810] |
30500 | 12 |






















