2568 ไหมย้อมครามบ้านกลางนางอ่อนโยน 0
ผล (7) รายงานผลดำเนินงานโครงการ เฟส 1 รายละเอียดกิจกรรม กิจกรรมการจัดทำรายงานผลดำเนินงานประกอบด้วยการสรุปข้อมูลจากกิจกรรมทั้งหมดในเฟส 1 ตั้งแต่การสร้างความรู้ด้านมาตรฐานผ้าไหมตรานกยูง การผลิตเส้นไหมพันธุ์นางอ่อนโยน การฟอกและย้อมคราม การทอผ้าไหมด้วยฟืมขยาย การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับรายบุคคลและระดับกลุ่ม เช่น ความสามารถในการผลิตเส้นไหมคุณภาพสูง ความเข้าใจในกรรมวิธีย้อมครามธรรมชาติ ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเครือข่าย และการเกิดทายาทผู้สืบทอดอาชีพหม่อนไหมรุ่นใหม่ วิธีการดำเนินงาน วิธีการจัดทำรายงานผลใช้แนวทางเชิงวิชาการควบคู่กับการเก็บข้อมูลภาคสนาม ผู้ปฏิบัติงานเริ่มต้นจากการรวบรวมเอกสารการอบรม บันทึกกิจกรรม ผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง รูปถ่ายกิจกรรม และข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์สมาชิกกลุ่มทอผ้า แต่ละกิจกรรมถูกนำมาวิเคราะห์แยกตามมิติของการผลิต คุณภาพของงาน ทักษะที่ชุมชนได้รับ และผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับรายได้ ความรู้ และความร่วมมือภายในกลุ่ม การจัดทำรายงานในลักษณะนี้ทำให้ข้อมูลมีความเป็นกลาง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ วิธีการสำคัญอีกประการคือการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ BCG และ BCE เมื่อข้อมูลทุกมิติถูกบูรณาการเข้าด้วยกัน รายงานผลจึงเป็นเอกสารที่สะท้อนภาพรวมการทำงานอย่างแท้จริง อธิบายได้ว่ากิจกรรมในเฟส 1 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงใดให้กับชุมชน และชี้ให้เห็นความจำเป็นของเฟสถัดไปในลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนแรกของการจัดทำรายงานผล คือการทบทวนวัตถุประสงค์ของโครงการในเฟส 1 เพื่อให้แน่ใจว่าการเก็บข้อมูลจะครอบคลุมทุกตัวชี้วัดที่วางไว้ เช่น การยกระดับคุณภาพเส้นไหม การเพิ่มขีดความสามารถของช่างทอ และการสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปต้นแบบ ต่อมาเป็นการประมวลผลข้อมูลจากกิจกรรมทั้งหกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการจัดหมวดหมู่ข้อมูล เชื่อมโยงกิจกรรมกับผลลัพธ์ และวิเคราะห์ความสอดคล้องกับตัวชี้วัดของหน่วยงานต้นสังกัด หลังจากนั้น ผู้จัดทำรายงานจะลงพื้นที่ติดตามซ้ำ เพื่อเก็บข้อมูลหลังการอบรม เช่น การที่สมาชิกนำความรู้ไปใช้จริง การรักษาคุณภาพของครามหมักในชีวิตประจำวัน หรือการทดลองผลิตสินค้าใหม่ ๆ จากแบบที่เรียนในกิจกรรม การลงพื้นที่ช่วยให้รายงานมีความสมบูรณ์และสะท้อนความจริงมากขึ้น ไม่ใช่เพียงรายงานตามเอกสารการอบรมเท่านั้น ขั้นตอนสุดท้ายคือการเรียบเรียงผลการดำเนินงานในรูปแบบรายงานทางการ โดยประกอบด้วยส่วนบทนำ ผลการดำเนินงานตามกิจกรรม ความสำเร็จที่เกิดขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบ ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะสำหรับเฟสถัดไป รายงานผลดังกล่าวจึงเป็นเอกสารเชิงนโยบายที่มีคุณค่า ทั้งสำหรับการพัฒนาชุมชนบ้านกลางในอนาคต และสำหรับการพัฒนารูปแบบการสนับสนุนชุมชนของหน่วยงานผู้ดำเนินโครงการในระดับกว้าง กิจกรรมนี้มีระยะเวลาดำเนินงานอยู่ในช่วงวันที่ 1 ส.ค. 30 พ.ย. ผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานในกิจกรรมสุดท้าย คือการรวบรวม วิเคราะห์ และจัดทำรายงานผลโครงการเฟส 1 อย่างเป็นระบบ รายงานที่จัดทำขึ้นประกอบด้วยข้อมูลจากทุกกิจกรรม ทบทวนวัตถุประสงค์ของโครงการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ผลกระทบที่วัดได้ และข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการดำเนินงานในเฟสถัดไป รายงานดังกล่าวได้ถูกจัดทำด้วยหลักฐานเชิงวิชาการ ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนผืนผ้า ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จำนวนผู้เข้าร่วม และข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น ความพึงพอใจ การพัฒนาทักษะ และการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม การจัดทำรายงานนี้ทำให้โครงการมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ชัดเจน และช่วยวางแนวทางสำหรับการดำเนินงานในเฟสต่อไปอย่างมีทิศทางและความต่อเนื่องมากขึ้น 3.3 การประเมินผลการดำเนินกิจกรรมของโครงการ กิจกรรมนี้ดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ
ผล ประการแรก กิจกรรมถอดบทเรียนตลาดสินค้าทางวัฒนธรรม มีบทบาทสำคัญในฐานะกระบวนการวิเคราะห์ตลาดที่ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาสะท้อนพฤติกรรมของผู้บริโภค แนวโน้มความนิยมของสินค้าผ้าไหม และคุณลักษณะของสินค้าเชิงวัฒนธรรมที่มีศักยภาพในตลาดปัจจุบัน การถอดบทเรียนดังกล่าวทำให้ชุมชนสามารถประเมินตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมครามบ้านกลางในตลาดหัตถกรรมร่วมสมัยได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในปีที่ 2 ได้อย่างมีเหตุผล ประการที่สอง เมื่อชุมชนมีข้อมูลตลาดเพียงพอ โครงการจึงดำเนินการวางแผนงานสาธิตการตลาดประจำปีควบคู่กับการอบรมเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมครามนางอ่อนโยน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบการผลิตในปีแรกเข้าสู่ระบบตลาดอย่างเป็นขั้นตอน การสาธิตการตลาดช่วยให้ชุมชนเข้าใจกลไกการขาย การจัดการสินค้า และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในสถานการณ์จริง ขณะเดียวกัน การอบรมเชิงปฏิบัติการจะช่วยปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับข้อกำหนดของตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ตลาดของฝากคุณภาพ ตลาดงานหัตถกรรมร่วมสมัย หรือแม้กระทั่งตลาดแฟชั่นเชิงวัฒนธรรม ประการที่สาม การประชาสัมพันธ์สินค้าด้วยช่องทางออนไลน์ เป็นการตอบสนองช่องว่างสำคัญที่พบในปีแรก เนื่องจากชุมชนยังไม่มีศักยภาพด้านการสื่อสารภาพลักษณ์ การเขียนเรื่องเล่าแบรนด์ (narrative branding) และการนำเสนอผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การอบรมด้านนี้จะช่วยให้ชุมชนสามารถเข้าถึงตลาดในวงกว้างมากขึ้น และสามารถสร้างการรับรู้ให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมครามได้อย่างเป็นระบบ มีการนำเสนอที่ทันสมัย และเป็นมิตรต่อผู้บริโภคยุคดิจิทัล ประการที่สี่ กิจกรรมการสาธิตการตลาดผ่านช่องทางออฟไลน์ เป็นการฝึกประสบการณ์เชิงพื้นที่ที่ช่วยให้ชุมชนสามารถสังเกตปฏิกิริยาของผู้บริโภค รับฟังความคิดเห็นจริง และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างทักษะการขาย การนำเสนอสินค้า และการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับผู้ซื้อ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจพื้นถิ่น ประการสุดท้าย การดำเนินงานในปีที่ 2 จะต่อยอดสู่การอบรมเชิงปฏิบัติการออกแบบผลิตภัณฑ์เฟส 2 ซึ่งเป็นการยกระดับความรู้จากปีแรกไปสู่การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ขั้นสูง มุ่งเน้นการพัฒนาภาษาทางการออกแบบของผ้าไหมย้อมครามบ้านกลาง การพัฒนาแพทเทิร์นที่เหมาะสม และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมได้อย่างร่วมสมัย กระบวนการนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีตัวตนทางการตลาดที่ชัดเจนมากขึ้นและสามารถยืนหยัดในตลาดแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพ
ผล (1) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เมื่อชุมชนได้รับองค์ความรู้ด้านการผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านและการย้อมครามธรรมชาติที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในมูลค่าของผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของสมาชิกในชุมชน ก่อนการเข้าร่วมโครงการ ชุมชนส่วนใหญ่ผลิตผ้าไหมด้วยการย้อมสีเคมี ซึ่งแม้ทำได้สะดวกและต้นทุนไม่สูง แต่กลับไม่สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นในตลาดระดับสูงได้ หลังได้รับการอบรมและปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมครามธรรมชาติกลับมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากข้อมูลในโครงการพบว่า ผ้าพันคอเดิมราคาผืนละ 600 บาท สามารถยกระดับราคาเป็น 1,500 บาท ได้ ขณะที่ผ้าพื้นเพิ่มจาก 800 บาท/เมตร เป็น 1,500 บาท/เมตร และผ้าไหมมัดหมี่เพิ่มจาก 900 บาท เป็น 2,500 บาท/เมตร แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของราคาสินค้าที่สูงขึ้นในระดับ 87178% ซึ่งสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการเน้นคุณภาพและมาตรฐานที่สูงขึ้นของกระบวนการผลิต แม้ราคาผลิตภัณฑ์จะเพิ่มขึ้นมาก แต่รายได้เฉลี่ยของสมาชิกที่ปรากฏในเอกสารโครงการระบุว่าเพิ่มขึ้น 10% โดยเป็นการคำนวณจากรายได้รวมของกลุ่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านปริมาณการผลิต ต้นทุนแรงงาน และความต้องการของตลาด การเพิ่มขึ้นในระดับนี้บ่งชี้ว่ากระบวนการยกระดับคุณภาพไม่ได้เปลี่ยนเพียง ราคา ของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มความสามารถของชุมชนในการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีอัตลักษณ์พื้นถิ่น ผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของชุมชนไปสู่ฐานที่มั่นคงกว่าเดิม ผ่านการสร้างมูลค่าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับมาตรฐานสากลของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (2) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนากระบวนการผลิตตามหลักการย้อมครามธรรมชาติส่งผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบการผลิตเดิมที่พึ่งพาสีเคมีและสารฟอกในกระบวนการทอและย้อมผ้า ก่อนดำเนินโครงการ ชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาน้ำเสียจากสีเคมี การปนเปื้อนสารระคายเคือง และความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ผลิต แต่หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมอบรมและฝึกปฏิบัติ ชุมชนได้เปลี่ยนมาใช้สีย้อมครามซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติ ส่งผลให้ลดการใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ที่สำคัญชุมชนยังได้พัฒนาระบบ บำบัดน้ำเสียและนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการจัดการที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การลดปริมาณน้ำเสียและการนำกลับมาใช้ซ้ำไม่เพียงช่วยลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังลดต้นทุนการใช้น้ำของชุมชนในระยะยาว อีกทั้งยังลดความเสี่ยงของสารเคมีตกค้างในดินและน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในชุมชนผู้ประกอบการผ้าไหมที่ใช้สีเคมี ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนทัศนคติของชุมชนต่อการผลิต การเรียนรู้ที่จะใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ครามธรรมชาติ การจัดการน้ำหมักคราม และการลดของเสียจากการผลิต แสดงให้เห็นว่าชุมชนไม่ได้เพียงทำตามมาตรฐาน แต่เริ่มมองเห็นคุณค่าของวิถีการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับกระแสตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น (3) ผลกระทบด้านสังคม โครงการนี้ก่อเกิดความร่วมมือภายในชุมชนผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน กล่าวคือ เกิดการสร้าง ความร่วมมือ และ ความสามัคคี ภายในชุมชน ซึ่งเกิดจากการทำงานแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การอบรม การทดลองปฏิบัติจริง จนถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตผ้าไหมสมาชิกในชุมชนต้องเข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเดียวกัน ทำให้เกิดพื้นที่กลางที่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้เดิม และปัญหาที่เผชิญอยู่ กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงสร้างความรู้ใหม่ แต่ยังสร้างความผูกพันในระดับกลุ่ม ความร่วมมือนี้ยังสะท้อนผ่านบทบาทที่หลากหลายของสมาชิก เช่น ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เชี่ยวชาญการก่อหม้อครามและดูแลหม้อคราม ช่วยสอนวิธีดู หม้อครามเป็น หรือ หม้อครามตาย ขณะที่คนวัยทำงานรับผิดชอบการย้อมและทอ ส่วนคนรุ่นใหม่ช่วยบันทึกข้อมูล ถ่ายภาพ และประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทางออนไลน์ การเคลื่อนไหวของทักษะและบทบาทเช่นนี้ทำให้เกิดการประสานพลังของคนต่างวัย และทำให้ชุมชนเกิดความร่วมแรงร่วมใจมากขึ้น เกิดการเพิ่มโอกาสการจ้างงานและการฟื้นตัวของอาชีพดั้งเดิมที่กำลังขาดความต่อเนื่องก่อนเริ่มโครงการ กล่าวคือเมื่อผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานสูงขึ้น ทั้งราคาและความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ชุมชนต้องการแรงงานเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยย้อม คนทอ หรือนักประชาสัมพันธ์ ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนบทบาทใหม่ในโครงสร้างอาชีพของชุมชนที่กำลังเติบโตขึ้น นอกจากนี้ การที่มีทายาทเกษตรกรหม่อนไหมรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ชี้ให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่เริ่มเห็นโอกาสจากอาชีพเดิมที่เคยซบเซา การกลับมาของคนรุ่นใหม่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาชีพทอผ้าไหมไม่ขาดช่วง
รายงานความก้าวหน้า
| ไตรมาส | ผลการดำเนินงาน | งบประมาณที่ใช้ | ผู้รับบริการ |
|---|---|---|---|
| 4 [20934] |
กิจกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน รายละเอียดกิจกรรม กิจกรรมติดตามและประเมินผลมุ่งเน้นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด เพื่อพิจารณาว่าเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งด้านการผลิตเส้นไหม การย้อมคราม การทอผ้าไหม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ตอบสนองต่อโจทย์ของโครงการหรือไม่ ในกระบวนการนี้ คณะทำงานต้องพิจารณาทั้งปริมาณผลงานที่เกิดขึ้นและคุณภาพของงาน เช่น การวิเคราะห์คุณภาพเส้นไหมและผ้าไหมที่ผลิตได้ ความสามารถของผู้เข้าร่วมอบรมในการนำความรู้ไปใช้จริง ระดับความพึงพอใจของสมาชิกกลุ่มทอผ้า และผลกระทบในมิติต่าง ๆ เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้น การจ้างงานใหม่ การอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม และความร่วมมือในชุมชน กิจกรรมยังครอบคลุมถึงการประเมินกระบวนการทำงานว่ามีความเหมาะสมเพียงใด ทั้งในด้านของวิธีการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจของผู้เข้าร่วมต่อเนื้อหา ระยะเวลาในการจัดอบรม และความพร้อมของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกปฏิบัติ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้โครงการสามารถระบุได้ว่ากิจกรรมใดบรรลุผลในระดับสูง และกิจกรรมใดจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในรอบถัดไป วิธีการดำเนินงาน วิธีการดำเนินงานในกิจกรรมติดตามและประเมินผลใช้การเก็บข้อมูลแบบผสมผสานระหว่างการสังเกต การสัมภาษณ์ การประเมินจากผลงานจริง และการสำรวจความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมทุกกลุ่ม ข้อมูลเชิงคุณภาพถูกนำมาใช้ควบคู่กับข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ จำนวนผู้เข้าร่วมที่นำทักษะไปปรับใช้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และจำนวนทายาทเกษตรกรที่กลับมาสานต่ออาชีพหม่อนไหม วิธีการนี้ช่วยให้การประเมินผลมีความครบถ้วน และสะท้อนความจริงของสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ วิทยากรและคณะทำงานยังใช้วิธีการเยี่ยมติดตามกลุ่มทอผ้าในพื้นที่จริง เพื่อดูการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในงานประจำวัน เช่น การย้อมครามด้วยวิธีดั้งเดิม การทอผ้าไหมบนฟืมขยาย หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าทอของตัวเอง การลงพื้นที่เช่นนี้ทำให้เห็นทั้งจุดแข็งของชุมชนและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความขาดแคลนวัสดุบางชนิด ระยะเวลาในการผลิตที่นาน หรือทักษะบางอย่างที่ต้องฝึกเพิ่มเติม การประเมินผลจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทีมโครงการและชุมชน มากกว่าจะเป็นเพียงการตรวจสอบผลลัพธ์เพียงด้านเดียว ขั้นตอนการดำเนินงาน การดำเนินงานเริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลผลการเข้าร่วมกิจกรรมของสมาชิกกลุ่มทอผ้า ผลงานที่ผลิตได้จริง และข้อมูลการวัดผลจากวิทยากร เช่น การประเมินการย้อมคราม การตรวจความสม่ำเสมอของเส้นไหม การทอผ้าไหมด้วยฟืมขยาย และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผู้เข้าร่วมสร้างขึ้น เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว คณะทำงานจึงวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลก่อนเริ่มโครงการ เช่น ทักษะเดิม รายได้เดิม และต้นทุนการผลิตเดิมของแต่ละครัวเรือน ต่อมาเป็นขั้นตอนการประเมินผลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) เพื่อรับฟังประสบการณ์จริงของผู้เข้าร่วม ทั้งด้านที่ทำได้ดีและความท้าทายที่พบ รวมถึงข้อเสนอแนะที่จะช่วยพัฒนาโครงการในอนาคต การประเมินด้วยวิธีนี้ทำให้คณะทำงานเข้าใจความรู้สึกของชุมชนมากขึ้น และสามารถปรับปรุงวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทจริงของพื้นที่ ขั้นตอนสุดท้ายคือการประชุมสรุปผลร่วมกันระหว่างทีมงานและชุมชน นำผลการประเมินทั้งหมดมาแลกเปลี่ยน วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางการพัฒนาต่อไป เช่น การจัดอบรมเสริมทักษะเฉพาะด้าน การเพิ่มช่องทางตลาด หรือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความพร้อมมากขึ้น กระบวนการนี้ทำให้ชุมชนเห็นภาพรวมของโครงการ และรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของในทุกขั้นตอนของการพัฒนา กิจกรรมนี้มีระยะเวลาดำเนินงานอยู่ในช่วงวันที่ 1 ส.ค. – 30 พ.ย. ผลการดำเนินงาน กิจกรรมการติดตามและประเมินผลทำให้โครงการมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชน หลังจากดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ พบว่าทักษะของสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านการผลิตเส้นไหม การย้อมคราม และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ชุมชนมีความร่วมมือเพิ่มขึ้น มีทายาทรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้จำนวนมากขึ้น และมีสมาชิกหลายรายเริ่มทดลองผลิตสินค้าของตนเองนอกเหนือจากกิจกรรมอบรม ข้อมูลจากการติดตามพื้นที่ยังพบว่ากระบวนการผลิตที่ได้รับการพัฒนา เช่น การดูแลหม้อคราม การจัดการขั้นตอนทอ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ทำให้คุณภาพงานดีขึ้นต่อเนื่อง การประเมินผลยังช่วยให้ชุมชนและทีมงานโครงการมองเห็นปัญหา เช่น การขาดวัสดุบางชนิด และนำไปสู่การวางแผนแก้ไขสำหรับเฟสถัดไปอย่างเหมาะสม (7) รายงานผลดำเนินงานโครงการ เฟส 1 รายละเอียดกิจกรรม กิจกรรมการจัดทำรายงานผลดำเนินงานประกอบด้วยการสรุปข้อมูลจากกิจกรรมทั้งหมดในเฟส 1 ตั้งแต่การสร้างความรู้ด้านมาตรฐานผ้าไหมตรานกยูง การผลิตเส้นไหมพันธุ์นางอ่อนโยน การฟอกและย้อมคราม การทอผ้าไหมด้วยฟืมขยาย การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับรายบุคคลและระดับกลุ่ม เช่น ความสามารถในการผลิตเส้นไหมคุณภาพสูง ความเข้าใจในกรรมวิธีย้อมครามธรรมชาติ ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเครือข่าย และการเกิดทายาทผู้สืบทอดอาชีพหม่อนไหมรุ่นใหม่
วิธีการดำเนินงาน วิธีการจัดทำรายงานผลใช้แนวทางเชิงวิชาการควบคู่กับการเก็บข้อมูลภาคสนาม ผู้ปฏิบัติงานเริ่มต้นจากการรวบรวมเอกสารการอบรม บันทึกกิจกรรม ผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง รูปถ่ายกิจกรรม และข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์สมาชิกกลุ่มทอผ้า แต่ละกิจกรรมถูกนำมาวิเคราะห์แยกตามมิติของการผลิต คุณภาพของงาน ทักษะที่ชุมชนได้รับ และผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับรายได้ ความรู้ และความร่วมมือภายในกลุ่ม การจัดทำรายงานในลักษณะนี้ทำให้ข้อมูลมีความเป็นกลาง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ วิธีการสำคัญอีกประการคือการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ BCG และ BCE เมื่อข้อมูลทุกมิติถูกบูรณาการเข้าด้วยกัน รายงานผลจึงเป็นเอกสารที่สะท้อนภาพรวมการทำงานอย่างแท้จริง อธิบายได้ว่ากิจกรรมในเฟส 1 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงใดให้กับชุมชน และชี้ให้เห็นความจำเป็นของเฟสถัดไปในลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนแรกของการจัดทำรายงานผล คือการทบทวนวัตถุประสงค์ของโครงการในเฟส 1 เพื่อให้แน่ใจว่าการเก็บข้อมูลจะครอบคลุมทุกตัวชี้วัดที่วางไว้ เช่น การยกระดับคุณภาพเส้นไหม การเพิ่มขีดความสามารถของช่างทอ และการสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปต้นแบบ ต่อมาเป็นการประมวลผลข้อมูลจากกิจกรรมทั้งหกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการจัดหมวดหมู่ข้อมูล เชื่อมโยงกิจกรรมกับผลลัพธ์ และวิเคราะห์ความสอดคล้องกับตัวชี้วัดของหน่วยงานต้นสังกัด หลังจากนั้น ผู้จัดทำรายงานจะลงพื้นที่ติดตามซ้ำ เพื่อเก็บข้อมูลหลังการอบรม เช่น การที่สมาชิกนำความรู้ไปใช้จริง การรักษาคุณภาพของครามหมักในชีวิตประจำวัน หรือการทดลองผลิตสินค้าใหม่ ๆ จากแบบที่เรียนในกิจกรรม การลงพื้นที่ช่วยให้รายงานมีความสมบูรณ์และสะท้อนความจริงมากขึ้น ไม่ใช่เพียงรายงานตามเอกสารการอบรมเท่านั้น ขั้นตอนสุดท้ายคือการเรียบเรียงผลการดำเนินงานในรูปแบบรายงานทางการ โดยประกอบด้วยส่วนบทนำ ผลการดำเนินงานตามกิจกรรม ความสำเร็จที่เกิดขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบ ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะสำหรับเฟสถัดไป รายงานผลดังกล่าวจึงเป็นเอกสารเชิงนโยบายที่มีคุณค่า ทั้งสำหรับการพัฒนาชุมชนบ้านกลางในอนาคต และสำหรับการพัฒนารูปแบบการสนับสนุนชุมชนของหน่วยงานผู้ดำเนินโครงการในระดับกว้าง กิจกรรมนี้มีระยะเวลาดำเนินงานอยู่ในช่วงวันที่ 1 ส.ค. – 30 พ.ย. ผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานในกิจกรรมสุดท้าย คือการรวบรวม วิเคราะห์ และจัดทำรายงานผลโครงการเฟส 1 อย่างเป็นระบบ รายงานที่จัดทำขึ้นประกอบด้วยข้อมูลจากทุกกิจกรรม ทบทวนวัตถุประสงค์ของโครงการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ผลกระทบที่วัดได้ และข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการดำเนินงานในเฟสถัดไป รายงานดังกล่าวได้ถูกจัดทำด้วยหลักฐานเชิงวิชาการ ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนผืนผ้า ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จำนวนผู้เข้าร่วม และข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น ความพึงพอใจ การพัฒนาทักษะ และการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม การจัดทำรายงานนี้ทำให้โครงการมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ชัดเจน และช่วยวางแนวทางสำหรับการดำเนินงานในเฟสต่อไปอย่างมีทิศทางและความต่อเนื่องมากขึ้น
3.3 การประเมินผลการดำเนินกิจกรรมของโครงการ กิจกรรมนี้ดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ รายงานโดย นายวีระยุทธ์ คำปาน วันที่รายงาน 31/12/2568 [20934] |
10000 | 20 |
| 4 [20933] |
กิจกรรมที่ 5 การอบรมเชิงปฏิบัติการการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบและค่าวัสดุอุปกรณ์ รายละเอียดกิจกรรม ในการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้รับการแนะนำให้ทำความเข้าใจภาพรวมของการออกแบบผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การวิเคราะห์คุณสมบัติของผ้าไหมย้อมครามนางอ่อนโยน เพื่อตัดสินว่าผลิตภัณฑ์ใดเหมาะสมที่สุด เช่น ผ้าคลุมไหล่ เสื้อผ้าแฟชั่น ของตกแต่งบ้าน กระเป๋า หรือผลงานเชิงศิลป์ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้หลักการออกแบบร่วมสมัย การเลือกแพทเทิร์นที่เข้ากับคุณสมบัติของผ้า การจัดองค์ประกอบสี และการผสมผสานเทคนิคทอหรือเทคนิคย้อมเพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวในผลิตภัณฑ์ นอกจากด้านดีไซน์แล้ว กิจกรรมยังเน้นการวิเคราะห์ต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม ผู้เรียนได้รับการสอนวิธีคำนวณต้นทุนจากวัสดุที่ใช้ เช่น ผ้าผืน ขนาดของผลิตภัณฑ์ เส้นไหมที่ต้องตัดเย็บ เส้นด้ายประกอบ ซับใน อะไหล่ และค่าแรงที่ใช้ในงานตัดเย็บ การคำนวณนี้ช่วยให้ผู้ผลิตเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างแรงงาน–วัสดุ–เวลา และสามารถกำหนดราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง เพิ่มกำไร และยังแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการดำเนินงาน วิธีการดำเนินงานในกิจกรรมนี้เน้นการเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างการฟังบรรยายเชิงทฤษฎี การดูตัวอย่างจริง และการฝึกลงมือปฏิบัติอย่างใกล้ชิด ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับการนำเสนอแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ในระดับสากล เช่น แนวคิด “design thinking” กระบวนการแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ปัญหาเชิงผู้ใช้ (user needs) และแนวทางการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทั้งสวยงาม ใช้งานได้จริง และสื่ออัตลักษณ์ของชุมชนได้อย่างชัดเจน การดำเนินงานยังเน้นให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านงานดีไซน์ เช่น สีครามที่ไม่เหมือนครามจากพื้นที่อื่น ความละเอียดของเส้นไหมพื้นบ้าน และความประณีตของการทอมือ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ระหว่างการอบรม วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจะสาธิตวิธีการวัด การตัด การประกอบชิ้นงาน และการสร้างแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ พร้อมทั้งอธิบายผลกระทบของขนาด สี และวัสดุต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์ ผู้เรียนได้ทดลองปรับแบบ ตัดเย็บชิ้นงานเล็ก ๆ เพื่อให้เข้าใจว่าการออกแบบไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องคำนึงถึงต้นทุน เวลา และความสามารถในการผลิตซ้ำอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การคำนวณค่าวัสดุอุปกรณ์ยังเป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรม ผู้เรียนได้รับการสอนให้คำนวณต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้สามารถตั้งราคาผลิตภัณฑ์ได้อย่างคุ้มค่า ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนแรกของกิจกรรมเริ่มจากการให้ผู้เข้าร่วมประเมินลักษณะของผ้าไหมย้อมครามที่ใช้เป็นวัสดุหลัก โดยสังเกตความหนาแน่น ความยืดหยุ่น ความลื่นของเส้นไหม และเฉดสีของคราม เพื่อกำหนดแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เมื่อผู้เข้าร่วมเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการร่างแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ลงบนกระดาษ พร้อมทั้งจัดองค์ประกอบลวดลายและรูปทรงให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของผ้าไหมย้อมคราม หลังจากร่างแบบเสร็จ ผู้เข้าร่วมอบรมได้เข้าสู่ขั้นตอนการทดลองผลิตต้นแบบจริง โดยเริ่มจากการวัดพื้นที่ผ้า ตัดชิ้นส่วนต่าง ๆ และประกอบชิ้นงานเข้าเป็นรูปร่าง พร้อมทั้งเรียนรู้การแก้ไขข้อบกพร่อง เช่น การร่นผ้า การเย็บเก็บขอบ และการปรับแบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง ขั้นตอนนี้ทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของความละเอียดประณีตในงานตัดเย็บ และเข้าใจว่าการแปรรูปผลิตภัณฑ์คือการเชื่อมโยงระหว่างงานฝีมือกับความต้องการของตลาด ช่วงท้ายของกิจกรรม ผู้เรียนได้รับการสอนวิธีคำนวณค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยคำนวณจากผ้าหนักผืน ความยาวที่ใช้ อุปกรณ์ประกอบ เช่น กระดุม ซิป ซับใน และค่าแรงตามชั่วโมงการทำงาน ผู้เข้าร่วมได้ทดลองคำนวณต้นทุนจริงจากชิ้นงานของตนเอง เพื่อนำไปกำหนดราคาจำหน่ายที่สะท้อนความคุ้มค่าและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นธรรม กระบวนการทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เรียนเข้าใจการออกแบบผลิตภัณฑ์ในเชิงวิชาชีพ และสามารถต่อยอดความรู้สู่การสร้างผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ที่มีอัตลักษณ์ของบ้านกลางได้อย่างยั่งยืน กิจกรรมนี้มีระยะเวลาดำเนินงานอยู่ในช่วงวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. ผลการดำเนินงาน จากการดำเนินกิจกรรมนี้ สมาชิกในกลุ่มผู้ผลิตได้พัฒนาทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบอย่างเป็นระบบ สามารถร่างแบบผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์ความเหมาะสมของเนื้อผ้ากับรูปแบบการใช้งาน และปรับแบบตามข้อจำกัดทางวัสดุและเทคนิคตัดเย็บได้ ผู้เข้าร่วมมีความสามารถในการคำนวณต้นทุนวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงอย่างถูกต้องมากขึ้น ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในการตั้งราคาอย่างเหมาะสมและทำกำไรได้อย่างยั่งยืน ผลลัพธ์ของกิจกรรมนี้ทำให้ชุมชนสามารถผลิตต้นแบบสินค้าอย่างน้อยหนึ่งชิ้นต่อครัวเรือน พร้อมมีแบบร่างประกอบ และมีข้อมูลต้นทุนที่ชัดเจนรองรับ การพัฒนาความรู้ด้านดีไซน์ทำให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีภาพลักษณ์ร่วมสมัยและสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น รายงานโดย นายวีระยุทธ์ คำปาน วันที่รายงาน 31/12/2568 [20933] |
50000 | 20 |
| 4 [20932] |
กิจกรรมที่ 4 การอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมครามนางอ่อนโยน รายละเอียดกิจกรรม กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าไหมในเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมของการย้อมครามเข้ากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัย เพื่อเพิ่มโอกาสในตลาดผ้าไหมให้ผู้บริโภคยุคใหม่มีตัวเลือกเกี่ยวกับผ้าไหมย้อมครามมากขึ้น ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้ผ้าไหมในลักษณะต่าง ๆ การกำหนดรูปแบบผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าพันคอ เสื้อคลุม ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋าผ้า หรือของใช้เชิงหัตถกรรมอื่น ๆ ตลอดจนแนวคิดการออกแบบลวดลาย การจัดวางแพทเทิร์น และการตัดเย็บที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของผ้าไหมย้อมคราม นอกจากนี้ กิจกรรมยังเชื่อมโยงไปถึงความจำเป็นในการสร้างผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานตลาด เช่น ความทนทาน การเย็บที่ประณีต และการออกแบบที่เหมาะต่อการใช้งานจริง พร้อมทั้งแนะนำการจัดทำบรรจุภัณฑ์และการกำหนดมูลค่าอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับมากขึ้นในมิติของความงาม ความเป็นประโยชน์ใช้สอย และคุณค่าทางวัฒนธรรม วิธีการดำเนินงาน การดำเนินงานของกิจกรรมเน้นรูปแบบ “อบรมและลงมือปฏิบัติจริง” เป็นหลัก ผู้เข้าร่วมอบรมได้ทำงานร่วมกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจศักยภาพของผ้าไหมในชุมชนของตนเอง และค้นหาจุดแข็งของผ้าไหมย้อมครามจากเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านซึ่งมีความละเอียดและพื้นผิวสัมผัสเป็นเอกลักษณ์ หลังจากนั้นวิทยากรจะอธิบายแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านความสวยงาม การใช้งาน และความสะดวกในการผลิต ก่อนพาผู้เข้าร่วมอบรมลงมือทำต้นแบบจริงในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รูปแบบการเรียนรู้เน้นการทดลองปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผ้าไหมย้อมคราม เช่น การเลือกเทคนิคตัดเย็บที่ไม่ทำลายเนื้อผ้า การจัดการเศษผ้าอย่างคุ้มค่า และการดึงจุดเด่นของสีครามออกมาให้ชัดเจนในตัวผลิตภัณฑ์ ผู้เข้าร่วมอบรมได้ทดลองตัดเย็บในชิ้นงานต้นแบบ จนเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง “ความเป็นผ้าไหมพื้นบ้าน” กับ “ความเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในการยกระดับสินค้าให้มีเอกลักษณ์และมีตลาดรองรับมากขึ้น ขั้นตอนการดำเนินงาน การดำเนินงานเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ผ้าไหมที่ผ่านกระบวนการทอและย้อมครามว่ามีคุณลักษณะใดเหมาะต่อการแปรรูป เช่น ความหนาแน่นของเนื้อผ้า ความลื่นของเส้นไหม และความคงทนของเฉดสี ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดประเภทผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตได้ จากนั้นผู้เข้าร่วมอบรมได้รับการฝึกฝนให้ร่างแบบและวางแผนการผลิตต้นแบบ โดยเน้นให้เห็นว่าการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เพียงการตัดเย็บ แต่เป็นการสร้างเรื่องราวให้กับผ้าทั้งผืน ผ่านลวดลาย เทคนิคย้อม และความพิถีพิถันที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อผู้เข้าร่วมอบรมเริ่มเข้าใจการออกแบบแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการลงมือผลิตต้นแบบจริง ผู้เข้าร่วมอบรมได้ฝึกการวัด การตัดผ้า การเย็บ การประกอบชิ้นงาน ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมระดับสากล การฝึกปฏิบัตินี้ทำให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงความละเอียดของงานแปรรูป และเห็นคุณค่าของผ้าไหมย้อมครามมากขึ้น เพราะทุกขั้นตอนตั้งแต่เส้นไหมถึงผืนผ้า ล้วนส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ปลายทาง ในช่วงท้ายของกระบวนการ ผู้เข้าร่วมอบรมได้มีการสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกับวิทยากร นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่สร้างขึ้นมาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ของตลาด และร่วมกันวิเคราะห์ว่าจะปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้เหมาะต่อการจำหน่ายจริง กิจกรรมนี้มีระยะเวลาดำเนินงานอยู่ในช่วงวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. ผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานจากกิจกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าชุมชนสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มจากผ้าไหมย้อมครามที่ผลิตเอง เช่น ผ้าพันคอ กระเป๋าผ้า ผ้าคลุมไหล่ หรือของใช้เชิงหัตถกรรมต่าง ๆ การอบรมทำให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคุณสมบัติของเนื้อผ้า การตัดเย็บ และการออกแบบที่เหมาะสม ผู้เรียนสามารถตัดเย็บชิ้นงานจริงได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น ลดความสูญเสียจากเศษผ้า และสามารถประยุกต์ภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับความต้องการของตลาด การแปรรูปในกิจกรรมนี้จึงไม่เพียงเพิ่มรายได้ แต่ยังทำให้ชุมชนเห็นคุณค่าของผ้าไหมที่ผลิตขึ้นเอง และมั่นใจในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์บ้านกลางอย่างมีเอกลักษณ์ รายงานโดย นายวีระยุทธ์ คำปาน วันที่รายงาน 31/12/2568 [20932] |
29000 | 20 |
| 4 [20931] |
กิจกรรมที่ 3 การอบรมเชิงปฏิบัติการการฟอกและย้อมครามธรรมชาติกับเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านนางอ่อนโยนด้วยกรรมวิธีแบบธรรมชาติจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและการทอผ้าไหมย้อมครามด้วยฟืมขยายขนาด 2.5 เมตร รายละเอียดกิจกรรม กิจกรรมนี้คือการทำให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานของการฟอกเส้นไหมโดยไม่ใช้สารเคมี ไปจนถึงการย้อมครามด้วยครามธรรมชาติซึ่งสืบทอดในชุมชนมาอย่างยาวนาน ผู้เข้าร่วมได้รับการแนะนำให้รู้จัก “หม้อคราม” ที่มีชีวิต คือต้องดูแล ให้อาหารคราม ควบคุมอุณหภูมิ และรักษาสภาพของน้ำครามเพื่อให้สามารถย้อมได้สม่ำเสมอ สีติดแน่น และให้เฉดสีที่สวยงามตามธรรมชาติ กิจกรรมยังขยายไปถึงการทอผ้าไหมบนฟืมขยายขนาด 2.5เมตร ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เปิดโอกาสให้ผลิตผืนผ้าไหมขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับ ผ้าพื้น ผ้าคลุมเตียง ผ้าม่าน หรือผ้าการนำไปแปรรูปเป็นชุดเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้เชื่อมโยงเข้ากับการสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบของชุมชนให้มีระดับคุณภาพสูงกว่ารูปแบบการผลิตเดิม ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมครามของชุมชนมีคุณค่าในตลาดเชิงวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น วิธีการดำเนินงาน รูปแบบการดำเนินงานในกิจกรรมนี้เน้น “การปฏิบัติจริง” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นและได้ทำด้วยตนเอง ตั้งแต่การฟอกเส้นไหมโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น น้ำด่างขี้เถ้า หรือสมุนไพรในพื้นที่ไปจนถึงการย้อมครามที่ต้องอาศัยการสังเกตอย่างละเอียด เช่น การสังเกตฟองครามบนผิวน้ำ การดมกลิ่น การดูสีที่ผ้าเมื่อยกขึ้นจากหม้อคราม และการตีความสภาพของครามจากโทนสีที่ปรากฏ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากตำรา แต่ต้องผ่านการฝึกปฏิบัติและประสบการณ์ของครูภูมิปัญญาในชุมชน การดำเนินงานยังใช้วิธีการเรียนรู้แบบกลุ่ม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้แบ่งปันความเห็น แลกเปลี่ยนปัญหาที่เคยพบ เช่น สีไม่ติด สีด่าง เส้นไหมกระด้างหลังฟอก วิทยากรจะเชื่อมโยงปัญหาเหล่านี้เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เช่น ค่า pH การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน การซึมลึกของเม็ดสีในเส้นไหม การติดสีของโปรตีนในเส้นไหม ทำให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจเหตุผลของกระบวนการดั้งเดิมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ด้วยความมั่นใจมากขึ้น สำหรับการทอผ้าไหมด้วยฟืมขยาย การฝึกดำเนินงานในรูปแบบสาธิตสลับกับการฝึกจริง ช่างทอในชุมชนจะสอนเทคนิคการตั้งฟืม การควบคุมแรงมือ การตีฟืมให้เส้นไหมเกาะตัวสม่ำเสมอ ตลอดจนวิธีการจัดเรียงเส้นยืนและเส้นพุ่งที่เหมาะสมกับผ้าไหมย้อมครามซึ่งมีความละเอียดและมีลักษณะเฉพาะตัว การทำงานบนฟืมขยายขนาดต้องใช้ความชำนาญสูง กิจกรรมจึงเปิดโอกาสให้ผู้อบรมได้ฝึกในสภาพจริงจนเกิดความเข้าใจในงานหัตถกรรมมากขึ้น ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนการดำเนินงานเริ่มจากการให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับธรรมชาติของเส้นไหมหลังผ่านการฟอก โดยวิทยากรอธิบายถึงความจำเป็นของการฟอกเส้นไหมให้สะอาด ปราศจากไขมันไหม เพื่อให้เส้นไหมรับเม็ดสีธรรมชาติได้ดี ผู้เข้าอบรมได้ลงมือฟอกเส้นไหมเพื่อให้เห็นความแตกต่างของเส้นไหมก่อนและหลังฟอก จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมน้ำคราม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอดทนและความละเอียด เช่น การให้อาหารครามด้วยน้ำด่างจากขี้เถ้า การโจกคราม การพักคราม และการดูแลไม่ให้หม้อคราม “ตาย” การเตรียมหม้อครามนี้ทำให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจว่าครามธรรมชาติเป็นระบบชีวภาพที่ต้องดูแลเหมือนการดูแลสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง หลังจากหม้อครามพร้อม ผู้เข้าร่วมเริ่มเรียนรู้การย้อมครามด้วยการจุ่มเส้นไหมลงในน้ำคราม ยกขึ้นจากหม้อ สังเกตการเปลี่ยนสีจากเหลืองเขียวเป็นน้ำเงินเมื่อสัมผัสอากาศ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ผู้เข้าอบรมได้ทดลองย้อมหลายครั้งจนรู้ว่าต้องย้อมกี่รอบ สีถึงจะเข้มพอ หรือจะให้ได้เฉดสีอ่อน เฉดสีเข้ม ต้องควบคุมขั้นตอนอย่างไร เมื่อผ้าไหมผ่านขั้นตอนการผึ่งแห้ง จะเข้าสู่ช่วงการทอด้วยฟืมขนาด 2.5เมตร โดยช่างทอในชุมชนจะเริ่มตั้งฟืม จัดแนวเส้นยืน และสาธิตการควบคุมน้ำหนักมือและแรงตีเพื่อให้ผ้าได้ความแน่น ความเรียบ และความหนาที่เหมาะสม กิจกรรมนี้มีระยะเวลาดำเนินงานอยู่ในช่วงวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. ผลการดำเนินงาน กิจกรรมนี้ทำให้ชุมชนบ้านกลางสามารถยกระดับความรู้ด้านการฟอกเส้นไหมและการย้อมครามแบบธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง ผู้เข้าร่วมสามารถดูแล “หม้อคราม” ด้วยตนเอง เข้าใจการให้อาหารคราม การควบคุมสภาพน้ำย้อม และการสังเกตคุณภาพสีด้วยประสบการณ์ตรง ทำให้สีครามที่ได้มีความสม่ำเสมอ ติดทน และสื่อถึงเอกลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การฝึกทอผ้าไหมด้วยฟืมขยายขนาด 2.5 เมตรทำให้สมาชิกสามารถผลิตผืนผ้าขนาดใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชุมชนไม่เคยทำมาก่อน การพัฒนาทักษะทอผ้าระดับสูงนี้ทำให้ผืนผ้ามีความแข็งแรง เรียบตึง และมีคุณภาพพร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ชุมชนเกิดความมั่นใจในการผลิตผ้าไหมย้อมครามที่ได้มาตรฐานและสามารถแข่งขันในตลาดได้ รายงานโดย นายวีระยุทธ์ คำปาน วันที่รายงาน 31/12/2568 [20931] |
15000 | 20 |
| 4 [20930] |
กิจกรรมที่ 2 การอบรมเชิงปฏิบัติการการผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน (นางอ่อนโยน) รายละเอียดกิจกรรม เนื้อหาของกิจกรรมอบรมเน้นให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ภาพรวมของการผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพันธุ์ไหม “นางอ่อนโยน” ลักษณะเด่น จุดแข็ง และความเหมาะสมในการนำไปแปรรูปเป็นผ้าไหมย้อมคราม ไปจนถึงการปฏิบัติในขั้นตอนการเลี้ยงไหม การสางรัง การสาวไหม และการควบคุมคุณภาพของเส้นไหมให้สอดคล้องกับมาตรฐาน มกษ. กิจกรรมยังมุ่งสร้างความเข้าใจต่อวิถีการผลิตที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น และสอดคล้องกับแนวคิด BCG economy ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า จึงทำให้กิจกรรมนี้เป็นทั้งการเรียนรู้ทักษะเชิงช่าง และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณค่าของพันธุ์ไหมพื้นบ้านในบริบทของชุมชนบ้านกลาง วิธีการดำเนินงาน การดำเนินงานในกิจกรรมนี้ใช้รูปแบบ “การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ” ที่ให้ชุมชนได้ลงมือทำจริงควบคู่กับการฟังบรรยาย ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นไหมและพันธุ์ไหมพื้นบ้านเป็นผู้ถ่ายทอดทั้งความรู้ทฤษฎีและการสาธิตทีละขั้นตอน ขณะที่สมาชิกในชุมชนได้รับโอกาสจับรังไหม สาวไหม และตรวจคุณภาพเส้นไหมด้วยตนเอง วิธีการนี้ช่วยให้ผู้อบรมเข้าใจความแตกต่างระหว่างเส้นไหมพันธุ์ไทยกับพันธุ์ลูกผสมที่เคยใช้ในชุมชน ทั้งในด้านสี ความเหนียว ความละเอียด และความสม่ำเสมอของเส้น นอกจากนั้นยังเป็นรูปแบบฝึกปฏิบัติที่สอดคล้องกับวิธีการสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิม ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ใหม่เข้ากับประสบการณ์เดิมของชุมชนได้อย่างเป็นธรรมชาติ รูปแบบการอบรมยังเปิดโอกาสให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามข้อสงสัย และสะท้อนปัญหาที่เคยเจอในการเลี้ยงไหมหรือสาวไหมตามวิถีเดิม ซึ่งทำให้วิทยากรสามารถอธิบายเชื่อมโยงสาเหตุของปัญหาเข้ากับหลักวิชาการได้อย่างเหมาะสม ทำให้การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอด แต่เป็นกระบวนการร่วมสร้างองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและชุมชน โดยมีพันธุ์ไหม “นางอ่อนโยน” เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา ขั้นตอนการดำเนินงาน ขั้นตอนการดำเนินงานของกิจกรรมนี้เริ่มจากการเตรียมการเรียนรู้ด้านทฤษฎี เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความเข้าใจเกี่ยวกับพันธุ์ไหมพื้นบ้านอย่างถูกต้อง ก่อนเข้าสู่กระบวนการฝึกปฏิบัติจริงในทุกช่วงของการผลิตเส้นไหม เช่น การเตรียมโรงเลี้ยงไหมที่เหมาะสม การให้อาหารด้วยใบหม่อน การดูแลอุณหภูมิและความชื้น การสังเกตพฤติกรรมไหมที่กำลังสร้างรัง และการเก็บรังอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาคุณภาพเส้นไหม การฝึกสาวไหมเป็นอีกช่วงหนึ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์สูง ผู้เข้าอบรมได้ทดลองสาวไหมด้วยตนเอง เรียนรู้การควบคุมอัตราการสาวเพื่อให้ได้เส้นไหมที่สม่ำเสมอ รวมถึงการรวมเส้นไหมและการตรวจสอบความเรียบของเส้นโดยใช้วิธีดั้งเดิมควบคู่กับวิธีมาตรฐาน ตลอดกระบวนการนี้ ชุมชนไม่ได้เพียงเรียนรู้วิธีทำเท่านั้น แต่เริ่มเห็นความสำคัญของพันธุ์ไหมพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในเรื่องความละเอียดและความทนทาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผ้าไหมย้อมครามที่ชุมชนผลิตในกิจกรรมถัดไป หลังจากการฝึกปฏิบัติ ผู้เข้าร่วมมีการสะท้อนผลการเรียนรู้และปัญหาที่พบ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านแบบยั่งยืนที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชุมชน กิจกรรมนี้มีระยะเวลาดำเนินงานอยู่ในช่วงวันที่ 1 เม.ย. – 31 พ.ค. ผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานของกิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชนบ้านกลางสามารถพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านได้อย่างชัดเจน ผู้เข้าร่วมมีความเข้าใจทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับพันธุ์ไหมนางอ่อนโยนมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านคุณลักษณะของเส้นไหม ความละเอียด ความเหนียว และความเหมาะสมในการนำไปใช้ในกระบวนการทอผ้าไหมย้อมคราม การฝึกปฏิบัติจริงในการเลี้ยงไหม การสางรัง และการสาวไหม ทำให้สมาชิกสามารถผลิตเส้นไหมคุณภาพดีได้ด้วยตนเอง เดิมที่เคยพึ่งพาเส้นไหมจากภายนอก ชุมชนจึงเริ่มมีศักยภาพในการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำด้วยตนเอง การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้เฒ่าผู้แก่สู่คนรุ่นใหม่ยังช่วยฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมที่กำลังเลือนหาย สร้างความมั่นคงในระบบการผลิตผ้าไหมของชุมชนในระยะยาว รายงานโดย นายวีระยุทธ์ คำปาน วันที่รายงาน 31/12/2568 [20930] |
25000 | 20 |
| 4 [20929] |
กิจกรรมที่ 1 การอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านคุณภาพและมาตรฐานตรานกยูงสำหรับผ้าไหม รายละเอียดกิจกรรม การดำเนินกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานเป็นกิจกรรมเปิดของโครงการปีที่ 1 ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมครามของชุมชนบ้านกลางในฐานะสินค้าหัตถกรรมพื้นถิ่นที่มีอัตลักษณ์และศักยภาพสูง การจัดกิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมของภูมิปัญญาท้องถิ่นกับมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ประกอบการในชุมชนสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับเกณฑ์การรับรองตรานกยูงในอนาคต กิจกรรมใช้รูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับชุมชนผู้ผลิตผ้าไหม เนื่องจากเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ผู้เข้าอบรมได้ฝึกตรวจสอบเส้นไหมด้วยตนเอง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมยังมีลักษณะเป็นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (participatory learning) โดยผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้อำนวยความรู้ ขณะที่ผู้ผลิตผ้าไหมในชุมชนเป็นผู้ถ่ายทอดปัญหาและบริบทจริงของการผลิต แนวทางนี้ทำให้การอบรมไม่ใช่การสอนแบบทางเดียว แต่เป็นกระบวนการพัฒนาศักยภาพร่วมกันระหว่างวิทยากรและชุมชน ขั้นตอนการดำเนินงานมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นเตรียมความพร้อม ดำเนินการโดยการประสานงานกับกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกลางและหน่วยงานในท้องถิ่นเพื่อจัดเตรียมสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสม จากนั้นประสานงานกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานตรานกยูงจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สกลนคร เพื่อบรรยายสร้างความรู้ความเข้าใจด้านคุณภาพและมาตรฐานตรานกยูงสำหรับผ้าไหม ขั้นถ่ายทอดความรู้ทฤษฎี วิทยากรอธิบายโครงสร้างของมาตรฐานตรานกยูงและความสำคัญของคุณภาพเส้นไหมถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ของผู้ผลิตผ้าไหมให้เห็นว่ามาตรฐานไม่ได้เป็นเพียง “ตรารับรอง” แต่เป็นเครื่องยืนยันคุณค่าของอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทย การทำความเข้าใจรากฐานของมาตรฐานจึงเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้เข้าอบรมตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะผู้รักษามาตรฐานและผู้สร้างสินค้าที่มีคุณภาพ ขั้นฝึกปฏิบัติจริง เป็นการฝึกตรวจสอบเส้นไหมและผ้าไหมตามเกณฑ์มาตรฐานทำให้ผู้เข้าอบรมรู้จักแยกแยะปัญหา เช่น ความสม่ำเสมอของเส้นไหม การย้อมครามที่ไม่สม่ำเสมอ ความผิดพลาดในการมัดหมี่ ฯลฯ การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำช่วยให้ความรู้ทางทฤษฎีถูกหลอมรวมเข้ากับกระบวนการผลิตจริง และเป็นทางนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของสมาชิกในอนาคต จากนั้นวิทยากรจึงสรุปกิจกรรม กิจกรรมนี้มีระยะเวลาดำเนินงานอยู่ในช่วงวันที่ 1 เม.ย. – 31 พ.ค. ผลการดำเนินงาน กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ทำหน้าที่เป็น “กลไกตั้งต้น” ในการยกระดับคุณภาพผ้าไหมย้อมครามของชุมชนบ้านกลางให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ การวิเคราะห์พบว่ากิจกรรมไม่เพียงให้ความรู้ แต่ยังช่วยสร้างทัศนคติใหม่ต่อการผลิตผ้าไหม เชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับมาตรฐานสมัยใหม่ และวางรากฐานให้สมาชิกกลุ่มมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมีความหมายมากขึ้น การผสานทฤษฎี–ปฏิบัติอย่างกลมกลืนในกิจกรรมนี้จึงทำให้เกษตรกรสามารถผลิตภัณฑ์เส้ยไหมสู่การรับรองมาตรฐานได้อย่างมีทิศทางและความพร้อมมากยิ่งขึ้น รายงานโดย นายวีระยุทธ์ คำปาน วันที่รายงาน 31/12/2568 [20929] |
28000 | 20 |
| 4 [20428] |
การตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมคราม และการยื่นขอรับรองมาตรฐานตรานกยูง (กำลังดำเนินการ โดยใช้ผ้าจำนวน 4 เมตร ในการตรวจตรานกยูง ซึ่งดำเนินการส่งตรวจใน(เดือนกันยายน 2568) รายงานโดย นายวีระยุทธ์ คำปาน วันที่รายงาน 29/09/2568 [20428] |
2000 | 15 |
| 4 [20425] |
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 โครงการไหมย้อมครามบ้านกลางนางอ่อนโยน ได้ดำเนินกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมครามต้นแบบ ผ้าทอจากฟืมขยายขนาดหน้ากว้าง 2.5 เมตร ทอได้ 10 เมตร ยังเหลืออีก 2 เมตร เพื่อที่จะนำมาแปรรูปด้วยการตัดเย็บเป็นเบาะนั่งประกอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ 1 ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้ 1 ชุด มี 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นโต๊ะโซฟายาวขนาดความกว้าง 1.50 เมตร ความสูง 80 เซนติเมตร และมีโต๊ะวางของอีก 1 ตัว เป็นส่วนประกอบ ตอนนี้ประกอบชิ้นส่วนเสร็จสิ้นแล้ว ยังคงเหลือชุดผ้าไหมย้อมคราม (นางอ่อนโยน) ที่จะทำเป็นเบาะประกอบ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการตัดเย็บ รายงานโดย นายวีระยุทธ์ คำปาน วันที่รายงาน 29/09/2568 [20425] |
10000 | 50 |















