💡 โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สู่ "ครูนวัตกร" 🚀 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ชูระบบ Hybrid 🌐 และใช้ Node  956

คำสำคัญ : สกร.  ครูนวัตกร  

💡 โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สู่ "ครูนวัตกร" 🚀 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.)

ชูระบบ Hybrid 🌐 และใช้ Node มหาวิทยาลัย 4 ภาค 🎓 เป็นฐานปฏิบัติการ ปั้น Trainer แม่ไก่ 🐔 จำนวน 100 คน เพื่อขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมสู่ชุมชนทั่วประเทศ

 

🗓️ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กปว.) นำโดย นายเมธี ลิมนิยกุล ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานเครือข่าย อว. ในภูมิภาค พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เข้าหารือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA นำโดย นางสาวปัทมาวดี พัวพรหมยอด ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม เพื่อกำหนดรายละเอียดของ "หลักสูตรครูนวัตกร" ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นแกนนำขับเคลื่อนนวัตกรรมในแต่ละพื้นที่ 📍

---------------------------------------------------------------

 

NIA ดีไซน์หลักสูตร 🎨 เน้นการทำงานแบบ "ชุมชน" 🏘️

NIA ร่วมออกแบบหลักสูตร โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในรูปแบบ "ชุมชน" เพื่อสร้างเครือข่ายนวัตกรรมที่เข้มแข็ง 💪 พร้อมเปิดกว้างให้มีการปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ตอบโจทย์การยกระดับนวัตกรรมของประเทศได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดหลักสูตรครูนวัตกร ตั้งเป้าหมายการอบรมใน 4 หลักสูตร ได้แก่

 

1. General Program 

2. Basic Program 

3. Intensive Program 

4. Special Program 

และ Proposal Creation (พัฒนาโครงการจริง 📝)

---------------------------------------------------------------

 

หัวใจสำคัญของการขยายผล ❤️

 

Train the Trainer (TtT) 🧑‍🏫: พัฒนา "Trainer แม่ไก่" จำนวน 100 คน ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ Workshop & Project-Based Learning 🛠️ อย่างจริงจัง

Master Trainer 👑: มีการเสนอให้จัดตั้ง "Master Trainer" เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและรักษามาตรฐานของ Trainer ทั้ง 100 คน

----------------------------------------------------------------

 

กลไกการขับเคลื่อนผ่าน Node มหาวิทยาลัย 🎓

โครงการจะใช้ Node มหาวิทยาลัย เป็นฐานศูนย์กลางหลัก เพื่อให้เข้าถึงครู สกร. (กรมส่งเสริมการเรียนรู้) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหน้าที่ดังนี้

 

- ประสานงาน 🤝: เป็นศูนย์กลางประสานงานผู้เรียนและจัดการฝึกอบรมตลอดหลักสูตร

- จัดอบรม Hybrid 🌐: บริหารจัดการการเรียนรู้ทั้งแบบ Online และ Onsite โดยเฉพาะการจัด Workshop

- เป็นที่ปรึกษา 💬: จัดทีมงานคอยให้คำปรึกษาแก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด

- ติดตามและประเมินผล 📈: ร่วมกับ กปว. และ NIA ติดตามความคืบหน้าและผลลัพธ์ของผู้เรียน

 

#ครูนวัตรกร #ปค #กปว #อว #NIA #กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI

 

https://www.facebook.com/share/p/1F4k1uSxYD/


เขียนโดย : นายเอกพงศ์  มุสิกะเจริญ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ekapong@mhesi.go.th

พลิกโฉมการศึกษาฐานรากจาก “ครูผู้สอน” สู่ “ครูนวัตกร”
กลไกใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุนกับ “เทคโนโลยี” ไม่น้อย เรามีงานวิจัยจำนวนมาก มีมหาวิทยาลัยที่ผลิตองค์ความรู้ระดับสูง และมีหน่วยงานรัฐที่พยายามผลักดันนวัตกรรมในหลากหลายมิติ แต่คำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาอยู่เสมอคือ เหตุใดองค์ความรู้เหล่านั้นจึงไม่สามารถ “ลงไปเปลี่ยนชีวิตผู้คนในระดับฐานรากได้จริง”
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเทคโนโลยี หากแต่อยู่ที่การขาด “ตัวกลาง” ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับชีวิตจริงของผู้คนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในบริบทนี้ “ครู” โดยเฉพาะครูในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ จึงกำลังถูกมองใหม่ ไม่ใช่เพียงในฐานะ “ผู้ถ่ายทอดความรู้” แต่ในฐานะ “ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง” หรือที่เรียกว่า “ครูนวัตกร” — บุคลากรที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
การเปลี่ยนผ่านบทบาทนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับหลักสูตรหรือเพิ่มการอบรม แต่คือการเปลี่ยน “วิธีคิด” ของระบบการศึกษาไทยจากรากฐาน
จากห้องเรียนสู่ชุมชน: การขยายขอบเขตของคำว่า “การเรียนรู้”
ในอดีต บทบาทของครูมักถูกจำกัดอยู่ในห้องเรียน ความสำเร็จของผู้เรียนถูกวัดผ่านคะแนนสอบ หรือความสามารถในการจดจำเนื้อหา แต่ในโลกปัจจุบันที่ความรู้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่สามารถหยุดอยู่แค่ในตำราได้อีกต่อไป
“ครูนวัตกร” จึงต้องทำหน้าที่มากกว่านั้น
พวกเขาต้องสามารถตั้งคำถามกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน และนำองค์ความรู้จากภายนอกมาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างทางออกใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ครูไม่ได้สอนเพื่อให้ผู้เรียน “รู้” เท่านั้น แต่ต้องทำให้ผู้เรียน “อยู่รอดและเติบโตได้” ในบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
บทเรียนจาก “ม่อนล้าน”: เมื่อความไว้วางใจสำคัญกว่าเทคโนโลยี
กรณีของพื้นที่ดอยม่อนล้าน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจน
ในช่วงเริ่มต้น นักวิจัยและหน่วยงานภายนอกได้พยายามนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีเข้าไปพัฒนาอาชีพในชุมชน แต่กลับพบอุปสรรคสำคัญคือ “ความไม่ไว้วางใจ” ชาวบ้านไม่มั่นใจในสิ่งที่ถูกนำเสนอ และไม่เห็นความเชื่อมโยงกับชีวิตของตนเอง
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ “ครูในพื้นที่” เข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลาง
ครูเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นคนที่ชุมชนเชื่อใจ เข้าใจบริบททางสังคม วัฒนธรรม และข้อจำกัดของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง พวกเขาสามารถแปล “ภาษาเชิงวิชาการ” ให้กลายเป็น “ภาษาชีวิต” ที่ผู้คนเข้าถึงได้
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ แต่คือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งชุมชน เกิดการพัฒนาสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างเรื่องราว (storytelling) และการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ที่สำคัญที่สุดคือ ชุมชนเริ่มมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง
ความล้มเหลวที่จำเป็น: เมื่อการพัฒนาไม่สามารถ “คัดลอก” ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อโมเดลดังกล่าวถูกนำไปขยายผลในพื้นที่อื่น กลับไม่ได้ประสบความสำเร็จในลักษณะเดียวกัน
หลายโครงการหยุดชะงักลงหลังจากงบประมาณสิ้นสุด ครูจำนวนหนึ่งกลับไปทำงานในรูปแบบเดิม และกิจกรรมที่เคยเกิดขึ้นค่อย ๆ เลือนหายไป
ความล้มเหลวนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การพัฒนาชุมชนไม่สามารถใช้วิธี “คัดลอกและวาง” ได้อย่างตรงไปตรงมา
แต่ละพื้นที่มีบริบททางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ความสำเร็จของพื้นที่หนึ่งไม่ได้รับประกันความสำเร็จในอีกพื้นที่หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากขาด “คนกลาง” ที่มีความมุ่งมั่น เข้าใจพื้นที่ และสามารถสร้างความไว้วางใจได้
นอกจากนี้ โครงสร้างการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานรัฐ และข้อจำกัดด้านระเบียบราชการ ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้การทำงานขาดความต่อเนื่อง
บทเรียนนี้จึงชี้ให้เห็นว่า นวัตกรรมทางสังคมไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เครื่องมือ” แต่เป็นเรื่องของ “คน” และ “ความสัมพันธ์” อย่างลึกซึ้ง
การบูรณาการเชิงระบบ: เมื่อความรู้และพื้นที่ต้องเดินไปด้วยกัน
จากบทเรียนทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว นำไปสู่ความพยายามในการปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่มีบทบาทต่างกันอย่างชัดเจน
ฝั่งหนึ่งคือสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี
อีกฝั่งหนึ่งคือครูในพื้นที่ ซึ่งเข้าถึงชุมชนและเข้าใจปัญหาจริง
การเชื่อมโยงทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่ใช่การ “ส่งมอบ” จากบนลงล่าง แต่เป็นกระบวนการ “ร่วมสร้าง” ที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง
ครูจึงกลายเป็นทั้งผู้เรียนและผู้สอนในเวลาเดียวกัน เรียนรู้จากนักวิจัย และถ่ายทอดต่อให้ชุมชนในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
การสร้าง “ครูนวัตกร”: มากกว่าทักษะ คือการเปลี่ยนวิธีคิด
การพัฒนาครูให้เป็น “ครูนวัตกร” ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มทักษะเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ผู้ปฏิบัติตาม” เป็น “ผู้ออกแบบ”
ครูจำเป็นต้องมีความสามารถในการสื่อสารองค์ความรู้ที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และมีทักษะในการคิดเชิงออกแบบเพื่อแก้ปัญหา
ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องกล้าคิด กล้าทดลอง และยอมรับความล้มเหลวในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
ในระยะต่อไป การขับเคลื่อนแนวคิดครูนวัตกรจะมุ่งสู่การสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน
ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมเป็นครั้งคราว แต่เป็นการสร้างเครือข่ายของครูแกนนำ การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในภูมิภาค และการออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับระดับศักยภาพของผู้เรียน
การผสมผสานระหว่างการเรียนรู้แบบออนไลน์และการลงมือปฏิบัติในพื้นที่ จะช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และทำให้การเข้าถึงองค์ความรู้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือสร้างรายได้ แต่คือการทำให้ชุมชนสามารถ “เรียนรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเองได้” อย่างยั่งยืน
ครูนวัตกร : เมื่อการเปลี่ยนครู คือการเปลี่ยนประเทศ
การสร้าง “ครูนวัตกร” อาจดูเป็นเพียงหนึ่งในนโยบายด้านการศึกษา แต่ในความเป็นจริง นี่คือการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น
เพราะครูคือคนที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด
คือคนที่สามารถเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนได้จากภายใน
เมื่อครูเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้สร้างโอกาส
ชุมชนก็จะเปลี่ยนจากผู้รับความช่วยเหลือ เป็นผู้สร้างคุณค่าด้วยตนเอง
และเมื่อการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในระดับตำบลทั่วประเทศ
มันจะไม่ใช่แค่การพัฒนาการศึกษาอีกต่อไป
แต่มันคือการวางรากฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ที่เติบโตจาก “ปัญญา” มากกว่า “ทรัพยากร”
ในท้ายที่สุด นวัตกรรมที่ทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
แต่คือการทำให้คนธรรมดา สามารถมองเห็นโอกาส และลงมือสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง
และจุดเริ่มต้นของทั้งหมดนั้น
อาจเริ่มจาก “ครูหนึ่งคน” ในชุมชนเล็ก ๆ เท่านั้น

 

เขียนโดย นายเอกพงศ์  มุสิกะเจริญ